การบูรณาการงานพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำผิด ระหว่าง กรมราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติ และกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาเรื่อง “โครงการบูรณาการงานพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำผิดระหว่างกรมราชทัณฑ์ กรมพินิจและคุ้มครอง เด็กและเยาวชน และกรมคุมประพฤติ” เป็นการวิจัยประยุกต์ (Applied Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบ และกระบวนการพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำผิดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อการจัดการองค์ความรู้ เทคนิคและทักษะในการ ปฏิบัติงานด้านการพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำผิดทั้ง ๓ กรม และเพื่อสร้างระบบการบูรณาการงานพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำผิด ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อคืนคนดีสู่สังคม ดังนั้นเพื่อให้ผลการศึกษาเกิดประโยชน์กับการปฏิบัติงานขององค์กรในการสร้างระบบการพัฒนาพฤตินิสัย ผู้กระทำผิดของกระทรวงยุติธรรมทั้งในกลุ่มเด็กเยาวชน ผู้ต้องขัง และผู้ถูกคุมประพฤติ โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และเก็บข้อมูลเชิงลึก ประกอบด้วย การจัดประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ งานด้านการพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำผิดของทั้งสามองค์กร จำนวน ๔ ครั้ง ณ จังหวัดขอนแก่น นนทบุรี เชียงใหม่ และ ฉะเชิงเทรา นอกจากนั้น ยังได้จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ รวม ๔ ครั้ง เรื่อง การจำแนกลักษณะผู้กระทำผิด โปรแกรมการ แก้ไขผู้กระทำผิด การเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย และการสงเคราะห์หลังปล่อย รวมทั้งการบูรณาการร่วมกับภาคเอกชน เครือข่ายภาคเอกชน และการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงยุติธรรมจำนวน ๕ ท่าน และ ลงพื้นที่เพื่อสรุปรูปแบบการบูรณาการกับพื้นที่จังหวัดลำพูนและจังหวัดอุบลราชธานี โดยมีผลการศึกษา ดังนี้ การบูรณาการงานพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำผิดของประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมภารกิจของ กรมราชทัณฑ์ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กรมคุมประพฤตินั้น มีทั้งความคล้ายคลึงและความแตกต่าง กล่าวคือ ความคล้ายคลึง ในภารกิจร่วมในการพัฒนาพฤตินิสัยเพื่อการแก้ไขผู้กระทeผิดทั้งที่เป็นกลุ่มเด็กเยาวชน ผู้ใหญ่และผู้ถูกคุมประพฤติ ให้กลับตัวเป็นคนดีและกลับไปดeรงชีวิตได้โดยชุมชนยอมรับ และสามารถปรับตัวได้ในชุมชน ควบคู่กับการป้องกันสังคม จากการกลับมากระทำผิดซ้ำอีก ในขณะเดียวกันก็มี ความแตกต่าง คือกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนและ ราชทัณฑ์ ดูแลผู้ใหญ่ที่กระทำผิด และเด็กเยาวชนก้าวพลาด ในลักษณะการควบคุมไว้ในสถานที่ที่มีลักษณะปิด มีกฎกติกา ในการดำรงชีวิต มีการพัฒนาพฤตินิสัยตามโปรแกรมเฉพาะ ซึ่งอยู่ในสภาพแวดล้อมปิดที่มีความมั่นคงตามลำดับโทษจาก การกระทำผิด ส่วนกรมคุมประพฤติ ดูแลผู้ถูกคุมประพฤติตามคำสั่งศาล ซึ่งเป็นผู้กระทำผิดในชั้นก่อน และหลังการ พิจารณาคดี และรวมถึงการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบบังคับรักษา ที่มีลักษณะจำเป็นต้อง ยึดโยงอยู่กับชุมชน ด้วยการระดมทรัพยากรทุกด้านจากชุมชน มาใช้ในการปฏิบัติภารกิจ อีกทั้งต้องเสริมสร้างและพัฒนา เครือข่ายชุมชน ควบคู่กับมาตรการการหันเหคดีออกจากกระบวนการยุติธรรม (Diversion From Justice System) และการป้องกันอาชญากรรม มีลักษณะต้องแฝงตัวใกล้ชิดกับชุมชน เนื่องจากต้องทำหน้าที่สืบเสาะ พินิจ ควบคุมและ สอดส่อง เพื่อให้การฟื้นฟูพฤตินิสัยมีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยการป้องกันมิให้ผู้ถูกคุมประพฤติกลับมากระทำผิดซ้ำอีก ซึ่งผลจากการบูรณาการในด้านการพัฒนาพฤตินิสัย จะก่อให้เกิดการรวมตัวกันระหว่างหน่วยงานในกระทรวงยุติธรรม ภายใต้กลุ่มภารกิจการพัฒนาพฤตินิสัย ซึ่งเป็นการรวมพลังทั้งในด้านองค์ความรู้ บุคลากร ทรัพยากรในพื้นที่ ให้มีความ แข็งแกร่ง ไม่เป็นการทำงานในลักษณะต่างคนต่างทำเหมือนในอดีตที่ผ่านมา โดยข้อเสนอของคณะวิจัย การบูรณาการ แบ่งออกได้ ๒ ระยะ และ ๕ รูปแบบ กล่าวคือ การบูรณาการระยะสั้น หรือระยะเริ่มแรก ดำเนินการได้ดังนี้ ๑. การบูรณาการระบบข้อมูลผู้กระทำผิด แบ่งเป็น ๑.๑ การส่งต่อข้อมูลผู้กระทำผิดที่เคยอยู่ในความดูแลของกรมพินิจฯ แล้วมาถูกจำคุกอยู่กรมราชทัณฑ์ และ ผู้ต้องขังจากกรมราชทัณฑ์ที่ได้รับพักการลงโทษและลดวันต้องโทษจำคุก ปล่อยตัวไปอยู่ในความดูแลของกรมคุมประพฤติ และผู้กระทำผิดที่ศาลสั่งสืบเสาะแล้วถูกจำคุกส่งตัวมาเรือนจำ เป็นต้น ทั้ง ๓ หน่วย ควรประชุมเพื่อระบุว่าต้องการข้อมูล ใดบ้าง เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ๑.๒ การแลกเปลี่ยนข้อมูลทาง DXC (Data Exchange Center) ซึ่งเป็นศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกระบวนการยุติธรรม ที่ช่วยให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม สามารถค้นหาข้อมูลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ซึ่งทั้ง ๓ หน่วยต้องลงข้อมูล ให้เป็นปัจจุบัน ๒. การบูรณาการด้านองค์ความรู้ ในเรื่องเกี่ยวกับ ๒.๑ การจำแนกลักษณะผู้กระทำผิด แบบสัมภาษณ์ในการวิเคราะห์ผู้กระทำผิด เพื่อจัดทำแผนบำบัดแก้ไข ๒.๒ แบบประเมินทางจิตวิทยา เครื่องมือในการช่วยวิเคราะห์ผู้กระทำผิดนอกเหนือจากแบบจำแนกฯ เพื่อ ประเมินปัญหาด้านสุขภาพจิต และจำแนกกลุ่มที่มีปัญหาสภาพจิตใจ ๒.๓ โปรแกรมแก้ไขผู้กระทำผิด ที่สามารถใช้กับเยาวชนที่กระทำผิด ผู้ต้องขัง และผู้ถูกคุมประพฤติ เช่น โปรแกรมชุมชนบำบัด ฯลฯ ๒.๔ การเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย ให้มีการจำแนกผู้กระทำผิดก่อนกลับสู่สังคม ว่ามีความเสี่ยงในการไป กระทำผิดซ้ำระดับใด มีความต้องการความช่วยเหลือด้านใดบ้าง เช่น เงินทุน อาชีพ การรักษาพยาบาล ฯลฯ เพื่อเป็น ข้อมูลให้แก่หน่วยงานที่จะรับไปดูแลต่อ ๓. การบูรณาการด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ควรมีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการอบรมเจ้าหน้าที่ที่ทำงาน ด้านการพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำผิดของทั้ง ๓ กรม เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีความชำนาญ มีทักษะและความเชี่ยวชาญในการ ทำงานแบบมืออาชีพ ทั้งนี้อาจเป็นหน่วยงานอบรมที่อยู่ในแต่ละกรม หรือหน่วยงานอบรมสังกัดกระทรวงยุติธรรม ๔. การบูรณาการด้านพื้นที่ ให้มีการกำหนดหัวข้อเรื่องการบูรณาการงานพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำผิดอยู่ในวาระ การประชุมของหัวหน้าสำนักงานยุติธรรมจังหวัดในแต่ละเดือนและให้รายงานผลให้กระทรวงยุติธรรมทราบถึงการพัฒนา การบูรณาการร่วมกัน การบูรณาการระยะยาว ดำเนินการได้ดังนี้ ๑. งานอาสาสมัคร ตามนโยบายของรัฐบาลทีต้องการให้อาสาสมัครของกระทรวงต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมมือในการ ให้คำปรึกษาแนะนำและช่วยเหลือผู้กระทำผิด ฉะนั้นในอนาคต ควรมีการรวมอาสาสมัครของกระทรวงยุติธรรม กระทรวง แรงงาน กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าด้วยกัน โดยจัดอบรมให้ความรู้ เพื่อให้ทราบถึงบทบาทหน้าที่ในการช่วยเหลือผู้กระทำผิด ๒. การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชน ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการ ช่วยเหลือผู้กระทำผิด ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของหลายฝ่าย ในฐานะหน่วยงานภาคีเครือข่าย (Partnership) ๓. การสร้างความตระหนักของสังคม (Social Awareness) ในการยอมรับผู้พ้นโทษ ซึ่งควรมีการประชาสัมพันธ์ กิจกรรมที่สะท้อนให้เห็นการคืนคนดีสู่สังคม โครงการแบรนด์ผลิตผลคนดี มีการคัดเลือกผู้พ้นโทษที่ประสบความสำเร็จ ในการดำเนินชีวิต มีงานทำ โครงการคืนคนดีสู่สังคม โดยการจ้างงานผู้พ้นโทษให้มีงานทำในช่วงระยะแรกที่ได้รับการปล่อยตัว จากผลการศึกษาวิจัย การบูรณาการสามารถดำเนินการได้ ๕ รูปแบบ ดังนี้ ๑. การบูรณาการด้านนโยบาย เห็นควรกำหนดนโยบายอาญาร่วมกันระหว่างกลุ่มภารกิจด้านการพัฒนา พฤตินิสัยในกระทรวงยุติธรรมมีการวางแผนดำเนินการร่วมกันในการแก้ไขผู้กระทำผิดทั้งในด้านองค์ความรู้ การส่งต่อข้อมูล เครื่องมือในการแก้ไข บุคลากร การนำหน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้ามามีส่วนร่วม ตลอดจนการจัดอบรมบุคลากรร่วมกัน มีการหันเหผู้กระทำผิดออกจากกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ (Diversion) มีการสร้างความตระหนักของสังคม (Social Awareness) ต่อการยอมรับผู้พ้นโทษกลับสู่สังคมร่วมกัน ๒. การบูรณาการระบบข้อมูลผู้กระทำผิด ควรมีการส่งต่อข้อมูลผู้ต้องขังที่พ้นโทษให้กรมคุมประพฤติ ส่งข้อมูล เยาวชนที่เคยอยู่ศูนย์ฝึกอบรมและกระทำผิดซ้ำกลับเข้ามาอยู่เรือนจำให้กรมราชทัณฑ์ และมีการส่งต่อข้อมูลเด็กที่มอบให้ กรมคุมประพฤติติดตามดูแล เป็นต้น ๓. การบูรณาการองค์ความรู้/ลักษณะงาน การบูรณาการลักษณะงานที่คล้ายคลึงกันทั้งในด้านการจำแนก ผู้กระทำผิด แบบจำแนกเพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหา ความต้องการ ความเสี่ยง การจัดโปรแกรมการแก้ไขผู้กระทำผิด เช่น ชุมชนบำบัด โปรแกรมทักษะชีวิต ครอบครัวบำบัด โปรแกรมการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย ตลอดจนทำเนียบเครือข่าย ทรัพยากรทางสังคม ๔. ระดับพื้นที่ เนื่องจากทุกหน่วยงานมีการดำเนินงานในพื้นที่ทุกจังหวัด ดังนั้น ทรัพยากรสังคมที่มีในจังหวัด เช่น หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ตลาดแรงงาน บุคลากร สามารถแลกเปลี่ยนและเป็นเครือข่ายร่วมกันได้ โดยให้หัวหน้า สำนักงานยุติธรรมจังหวัดซึ่งมีภารกิจหน้าที่ในการคืนคนดีสู่สังคมเป็นผู้จัดประชุมหัวหน้าหน่วยงานในจังหวัดทุกเดือน โดยให้มีการกำหนด เรื่องการบูรณาการงานพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำผิด อยู่ในวาระการประชุม ๕. การบูรณาการงานอาสาสมัคร เนื่องจากนโยบายของรัฐต้องการให้มีการนำประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ในการทำงาน เช่น กรมคุมประพฤติมีอสค. กรมพินิจฯ มีคณะกรรมการสงเคราะห์เด็กและเยาวชน สำนักงานปลัดกระทรวง ยุติธรรมมีอาสาสมัครยุติธรรมชุมชน ควรนำมารวมกันเป็นอาสาสมัครกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้ทำหน้าที่เยี่ยมบ้านผู้ต้องขัง ที่มีปัญหาครอบครัว การรักษาพยาบาล ทุนการศึกษาบุตร หรือเยี่ยมบ้านให้คำปรึกษาแนะนำและให้การสงเคราะห์แก่ ผู้ต้องขังที่พ้นโทษจากกรมราชทัณฑ์ ข้อเสนอแนะในการศึกษาวิจัย ๑. การเชื่อมโยงข้อมูลผู้กระทำผิดทั้ง ๓ กรมควรมีการส่งต่อข้อมูลผู้กระทำผิดให้แก่กรมที่จะไปรับผิดชอบดูแลต่อ เพื่อให้มีความต่อเนื่อง เกื้อกูลกัน รวมทั้งให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลในระบบ DXC ควรมีการกระตุ้นให้ทุกหน่วยงานเห็นความสำคัญ และลงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน รวมทั้งมีการประชุมร่วมกันทั้ง ๓ กรม ว่าต้องการข้อมูลใดบ้างในการนำไปใช้ประโยชน์ ๒. กระบวนการทำงานที่คล้ายกันทั้งการจำแนกลักษณะผู้กระทำผิด โปรแกรมแก้ไขผู้กระทำผิด การเตรียม ความพร้อมก่อนปล่อย และการสงเคราะห์หลังปล่อย ควรมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน เพื่อนำสิ่งที่เป็น Best Practice ของแต่ละกรมไปใช้ เช่น เครื่องมือในการวิเคราะห์ผู้กระทำผิด แบบจำแนกลักษณะผู้กระทำผิด แบบประเมินทาง จิตวิทยา ฯลฯ โปรแกรมแก้ไขที่สามารถเป็นต้นแบบใช้ได้ทุกกรม เช่น โปรแกรมชุมชนบำบัด โปรแกรมทักษะชีวิต ฯลฯ ๓. ควรมีการจัดอบรมบุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านการพัฒนาพฤตินิสัยร่วมกัน โดยแต่ละกรมอาจจะจัดเอง หรือ มอบให้สำนักพัฒนาบุคลากร กระทรวงยุติธรรมจัดอบรม โดยให้มีเจ้าหน้าที่ทั้ง ๓ กรมเข้ารับการอบรมด้วย ๔. ควรมีการจัดทำทำเนียบเครือข่ายทรัพยากรทางสังคมร่วมกันว่าในแต่ละจังหวัดมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนใดบ้างที่ให้การสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้กระทำผิด เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการติดต่อได้สะดวก รวดเร็วและแต่ละ หน่วยงานจะมีข้อมูลที่ขยายเครือข่ายได้กว้างขวางขึ้น ๕. ให้มีการแลกเปลี่ยนวิทยากรของแต่ละกรมในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ สามารถเชิญไป เป็นวิทยากรให้ความรู้ หรือจัดกลุ่มบำบัดแก้ไขให้แก่ผู้กระทำผิด ๖. การจัดประชุมของหัวหน้าสำนักงานยุติธรรมจังหวัดในแต่ละเดือน เห็นควรให้มีการกำหนดหัวข้อเรื่อง การบูรณาการงานพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำผิดอยู่ในวาระการประชุมด้วย เพื่อให้มีการประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และพัฒนางานร่วมกัน ๗. เห็นควรอบรมอาสาสมัครคุมประพฤติ อาสาสมัครยุติธรรมชุมชน คณะกรรมการสงเคราะห์เด็กและเยาวชน เป็นอาสาสมัครกระทรวงยุติธรรมเพื่อร่วมกันทำงานแก้ไขช่วยเหลือผู้กระทำผิด ๘. ควรกำหนดให้มีวันแห่งการให้โอกาสผู้พ้นโทษ โดยมีการจัดกิจกรรมของผู้พ้นโทษและสร้างความเข้าใจ ในการยอมรับผู้พ้นโทษ มีการรณรงค์ให้เป็นสัปดาห์แห่งการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างความตระหนักของสังคมต่อการ ยอมรับผู้พ้นโทษกลับสู่สังคม ๙. ควรมีการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อให้การสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ ข่าว กิจกรรมด้านการพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำผิด จัดทำสกู้ปข่าว สื่อในเชิงสร้างสรรค์ เพื่อปรับทัศนคติเชิงบวกให้แก่สังคม ในการยอมรับผู้กระทำผิด ๑๐. ทั้ง ๓ กรม ควรมีโครงการ Through Care สงเคราะห์ต่อเนื่องไร้รอยต่อ นับจากผู้กระทำผิดถูกควบคุม อยู่ในสถานควบคุมจนกระทั่งได้รับการปล่อยตัวกลับคืนสู่สังคม โดยมอบให้ชุมชนดูแล ๑๑. เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนงานด้านการบูรณาการ ควรกำหนดเป็นตัวชี้วัดระดับกระทรวงในเรื่องการบูรณาการ งานพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำผิด