เปรียบเทียบประสิทธิภาพแถบพืชอนุรักษ์ดินและน้ำชนิดต่างๆที่ทนต่อสภาพร่มเงา
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพแถบพืชอนุรักษ์ดินและน้ำชนิดต่างๆที่ทนต่อสภาพร่มเงา ในชุดดินลาดหญ้า ทำการศึกษา ณ อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ระหว่างเดือนมกราคม 2556 ถึงเดือนธันวาคม 2557 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) คัดเลือกหาพืชพรรณที่จะนำมาใช้เป็นแถบอนุรักษ์ดินและน้ำในเขตร่มเงาที่มีประสิทธิภาพทดแทนหญ้าแฝก วางแผนการทดลองแบบสุ่มบล็อกสมบูรณ์ (Randomized Complete Block Design ; RCBD) จำนวน 3 ซ้ำ มี 7 ตำรับการทดลอง คือตำรับการทดลองที่ 1 แปลงตรวจสอบ (ไม่มีแถบพืชอนุรักษ์ดินและน้ำ) ตำรับการทดลองที่ 2 แถบต้นว่านลิ้นมังกร ตำรับการทดลองที่ 3 แถบต้นว่านงาช้าง ตำรับการทดลองที่ 4 แถบต้นว่านหางเสือ ตำรับการทดลองที่ 5 แถบต้นว่านลาย ตำรับการทดลองที่ 6 แถบหญ้าแฝกดอนพันธุ์ร้อยเอ็ด และตำรับการทดลองที่ 7 แถบหญ้าแฝกลุ่มพันธุ์สงขลา 3 ผลการศึกษาพบว่า 1) การเจริญเติบโตของแถบพืชอนุรักษ์ดินและน้ำ ที่อายุ 1 - 2 ปี พบว่ามีความแตกต่างกันทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง โดยต้นว่านหางเสือมีจำนวนหน่อ/กอมากที่สุดเท่ากับคือ 5 หน่อ/กอ รองลงมาต้นว่านลิ้นมังกร และต้นว่านงาช้าง มีจำนวนหน่อ/กอเท่ากันคือ 4 หน่อ/กอ 2) การเจริญเติบโตของยางพาราพันธุ์ RRIM 600 ที่อายุ 7 - 8 ปี ขนาดเส้นรอบวงของลำต้นที่ระดับ 140 เซนติเมตร จากผิวดิน พบว่าไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ โดยมีค่าเฉลี่ยของขนาดเส้นรอบวงเท่ากับ 64.5 และ 66.6 เซนติเมตร ตามลำดับ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า สามารถปลูกต้นว่านหางเสือ ต้นว่านลิ้นมังกร และต้นว่านงาช้าง แซมในแปลงปลูกยางพารายางพาราพันธุ์ RRIM 600 ที่อายุ 7 - 8 ปี ซึ่งสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพที่ไม่มีแสง และสามารถนำไปแนะนำส่งเสริมให้กับเกษตรกรที่ปลูกยางพาราในพื้นที่ที่มีความลาดชันได้เป็นอย่างดี