การศึกษาประสิทธิภาพของแถบพืชเป็นมาตรการอนุรักษ์ดิน เพื่อการปลูกข้าวโพดบนพื้นที่ดอน ในพื้นที่จังหวัดพะเยา
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ปัญหาของการปลูกข้าวโพดบนพื้นที่ดอนคือ การกร่อนของดิน โดยเฉพาะพื ้นที่มีความ ลาดชัน จึงทำการศึกษาประสิทธิภาพของแถบพืชเป็นมาตรการอนุรักษ์ดิน เพื่อการปลูกข้าวโพด บนพื้นที่ดอน ในพื้นที่จังหวัดพะเยาฤดูปลูกปี 2554-2556 วางแผนการทดลองแบบ RandomizedComplete Block Design มี 3 ซ้ำ 5 วิธีการ 1) วิธีการไม่มีระบบอนุรักษ์ดิน 2) ปลูกชาร่วมกับเศษพืช เป็นแถบพืชอนุรักษ์ดิน 3) ปลูกกาแฟร่วมกับเศษพืช เป็นแถบพืชอนุรักษ์ดิน 4) ปลูกมะนาวร่วมกับเศษพืช เป็นแถบพืชอนุรักษ์ดิน 5) ปลูกน้อยหน่าร่วมกับเศษพืช เป็นแถบพืชอนุรักษ์ดินผลการทดลองพบว่า วิธีการปลูกน้อยหน่าร่วมกับเศษพืช เป็นแถบพืชอนุรักษ์ดิน ความหนาแน่นรวมของดินลดลงสูงสุดจาก 1.726 เป็น 1.340กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ในด้านสมบัติเคมีของดิน ค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดินเพิ่มสูงขึ ้นจาก 5.2 เป็น 6.0 อินทรียวัตถุในดินเพิ่มขึ้นสูงสุดจาก 2.07 เป็น 2.54 เปอร์เซ็นต์ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ และปริมาณโพแทสเซียมที่สามารถแลกเปลี่ยนได้มีค่าเพิ่มสูงขึ ้น และมีปริมาณการสูญเสียดินเฉลี่ยต่ำสุด 132 กิโลกรัมต่อไร่ การเจริญเติบโตของข้าวโพดด้านความสูง วิธีการปลูกน้อยหน่า มะนาว กาแฟ และชา ร่วมกับเศษพืช เป็นแถบพืชอนุรักษ์ดิน ข้าวโพดมีความสูงเฉลี่ย (198-208 เซนติเมตร) ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ด้านผลผลิตข้าวโพด วิธีการปลูกน้อยหน่าร่วมกับเศษพืช เป็นแถบพืชอนุรักษ์ดิน ผลผลิตข้าวโพดมีแนวโน้มเฉลี่ยสูงสุด 1,017 กิโลกรัมต่อไร่ มีแนวโน้มสูงกว่าวิธีการไม่มีระบบอนุรักษ์ดิน (841 กิโลกรัมต่อไร่) ด้านผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ค่าใช้จ่ายต้นทุนผันแปรวิธีการปลูกน้อยหน่าร่วมกับเศษพืช ให้ก าไรสุทธิสูงสุด 4,487 บาทต่อไร่ สูงกว่าวิธีการไม่มีระบบอนุรักษ์ดิน (2,694 บาทต่อไร่) ชนิดพืชที่เหมาะสมเป็นแถบอนุรักษ์ดินคือ น้อยหน่า