โมเดลปัจจัยเชิงสาเหตุของแรงจูงใจในการทำงาน ของอาจารย์ในสถาบันการพลศึกษา
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ชื่อเรื่องวิจัย โมเดลปัจจัยเชิงสาเหตุของแรงจูงใจในการทำงานของอาจารย์ในสถาบัน การพลศึกษา Causal Factor Model of Work Motivation of Lecturer in the Institute of Physical Education Lampang หน่วยงานที่ทำวิจัย สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตลำปาง ปีที่ทำวิจัย ปีการศึกษา 2556 คณะผู้วิจัย นางกัลยา วรรณคำลือ รองศาสตราจารย์ อุมาภรณ์ คงอุไร ผู้ช่วยศาสตราจารย์จตุรงค์ เหมรา บทคัดย่อ แรงจูงใจในการทำงานเป็นองค์ประกอบสำคัญในการบริหารองค์กร เพราะทำให้องค์กรมั่นใจว่าบุคลากรขององค์กรจะทำงานเต็มความสามารถ สามารถสนองวัตถุประสงค์ขององค์กร และสนองความต้องการของตนเองได้พร้อมๆ กัน การส่งเสริมแรงจูงใจในการทำงานจังเป็นกลยุทธสำคัญของการบริหารงาน การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาโมเดลเชิงสาเหตุของความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง 2)ตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 3) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลทางตรงและทางอ้อมของปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อแรงจูงใจในการทำงานของคณาจารย์สถาบันการพลศึกษา กลุ่มตัวอย่างได้แก่ อาจารย์ที่ปฏิบัติหน้าที่การสอนในสถาบันการพลศึกษาทุกคณะวิชา จำนวน 300 คน ได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเองและแจงจูงใจในการทำงาน คณะผู้วิจัยเก็บรวบรวมแล้วทำการวิเคราะห์โดยใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS คำนวณหาค่าสถิติความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และโปรแกรมสำเร็จรูป LISREL 8.75 วิเคราะห์เส้นทาง และอิทธิพลเชิงสาเหตุ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการพัฒนาโมเดลเชิงสาเหตุของแรงจูงใจในการทำงานของอาจารย์สถาบันการพลศึกษา และผลการตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ พบว่ามีความสอดคล้องกันโดยเป็นไปตามเกณฑ์ของค่าสถิติวัดความกลมกลืนของโมเดล มีค่าไคว์สแคว์ (?2 =94.34 , p =.0.03147) RMSEA = 0.041, NFI = 0.90, CFI = 0.92 และ GFI = 0.94 และค่า Chi square/ df เท่ากับ 1.747 และพบว่าสัมประสิทธิ์พยากรณ์ของตัวแปรในโมเดลเชิงสาเหตุของแรงจูงใจในการทำงานของอาจารย์สถาบันการพลศึกษา ( R2) มีค่าเท่ากับ .624 2. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลทางตรงและทางอ้อม ของปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อแรงจูงใจในการทำงานของคณาจารย์สถาบันการพลศึกษา พบว่า 2.1 ความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง มีอิทธิพลทางตรงต่อแรงจูงใจในการทำงาน โดยมีขนาดอิทธิพลเท่ากับ 0.70 ที่ระดับนัยสำคัญเท่ากับ .01 2.2 ตัวแปรเพศ มีอิทธิพลทางตรงความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง โดยมีขนาดอิทธิพลเท่ากับ 0.45 ที่ระดับนัยสำคัญเท่ากับ .01 และมีอิทธิพลทางอ้อมต่อแรงจูงใจในการทำงาน โดยส่งผ่านความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง มีขนาดอิทธิพลเท่ากับ 0.35 ที่ระดับนัยสำคัญเท่ากับ .01 2.3 ตำแหน่งงาน มีอิทธิพลทางตรงความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง โดยมีขนาดอิทธิพลเท่ากับ 0.53 ที่ระดับนัยสำคัญเท่ากับ .01 และมีอิทธิพลรวมต่อแรงจูงใจในการทำงาน โดยมีขนาดอิทธิพลเท่ากับ 0.64 ที่ระดับนัยสำคัญเท่ากับ .01 ซึ่งเป็นขนาดอิทธิพลทางตรงเท่ากับ 0.38 และ ขนาดอิทธิพลทางอ้อมเท่ากับ 0.26 ที่ระดับนัยสำคัญเท่ากับ .01 โดยส่งผ่านตัวแปรความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง 2.4 ระยะเวลาในการทำงาน มีอิทธิพลทางตรงความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง โดยมีขนาดอิทธิพลเท่ากับ 0.44 ที่ระดับนัยสำคัญเท่ากับ .01 และมีอิทธิพลรวมต่อแรงจูงใจในการทำงาน โดยมีขนาดอิทธิพลเท่ากับ 0.85 ที่ระดับนัยสำคัญเท่ากับ .01 ซึ่งเป็นขนาดอิทธิพลทางตรงเท่ากับ 0.41 และ ขนาดอิทธิพลทางอ้อมเท่ากับ 0.44 ที่ระดับนัยสำคัญเท่ากับ .01 โดยส่งผ่านตัวแปรความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง