Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2563

การวิเคราะห์ประติมากรรมภาพสลักโบราณสถานสระแก้วเมืองศรีมโหสถเพื่อพัฒนาลายผ้าประจำจังหวัดปราจีนบุรี

ภควัต ปิดตาทะโน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม พ.ศ. 2563

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

เมืองศรีมโหสถเคยเป็นที่ตั้งของเมืองในสมัยโบราณ เมื่อราวพุทธศักราช 300 โดยที่กรมศิลปากรได้ทำการขุดค้นและศึกษาหลักฐานต่างๆปรับปรุงโบราณสถานมาตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2529 แหล่งโบราณคดีเมืองศรีมโหสถอยู่ในเขตตำบลโคกปีบอำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี โดยมีที่ตั้งอยู่ในบริเวณ 3 หมู่บ้านด้วยกันได้แก่ บ้านสระมะเขือ บ้านโคกวัด และบ้านหนองสะแกเมืองนี้มีชื่อเรียกเดิมว่าเมืองอวัธยะปุระ ศรีวัตสปุระ มโหสถ เมืองพระรถ และศรีมโหสในปัจจุบัน สระแก้วเป็นสระน้ำโบราณขนาดกว้าง 17.40 เมตร ยาว 42.70 เมตร ซึ่งขุดลึกลงไปในศิลาแลงตามธรรมชาติ บริเวณนอกเมืองศรีมโหสถทางตะวันตกเฉียงใต้ ฝาผนังกำแพงรอบๆ สระมีภาพสลักรูปสัตว์ต่างๆ เช่น ช้าง สิงห์ มังกร หมูป่า กินรี งู มีความสวยงามมากตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองโบราณ ตำบลโคกปีบ สันนิฐานว่าเป็นสระน้ำที่นำมาใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของกษัตริย์เมืองศรีมโหสถมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 10-11 โบราณสถานสระแก้ว ที่เมืองศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี ตัวสระขุดลงไปในพื้นศิลาแลง ขอบสระโดยรอบมีลวดลายสลักเป็นรูปสัตว์ทั้งที่มีอยู่จริง และที่มีอยู่เฉพาะในเทวะนิยายคติรูปสัตว์ที่ว่าอยู่ในกรอบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีทั้งช้าง สิงห์ หรือมกร การที่ขอบสระแก้วสลักรูปมกรนั้นทำให้สันนิษฐานว่าสระน้ำนี้คงใช้ประกอบในพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์ มกรที่ว่านี้ แปลตามรูปศัพท์ได้ว่าผู้สำรอก หมายถึงเป็นผู้สำรอกความอุดมสมบูรณ์ออกมา รูปตัวมกรจึงต้องอ้าปากคายสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ต่างๆ ออกมาอยู่เสมอ ที่สระแก้วยังมีร่องรอยรูปสี่เหลี่ยมเกยยื่นออกไปในสระน้ำด้วย จึงน่าเชื่อว่าพื้นที่ที่เกยออกไปนี้คือที่ที่ตั้งปะรำพิธีตอนประกอบพิธีกรรมนั่นเอง ลักษณะของสระแก้วเป็นสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ที่ขุดลงไปในชั้นศิลาแลงธรรมชาติ ขนาด 18x18 เมตร ทางลงสระอยู่ทางด้านทิศตะวันตก ที่ขอบสระของสระแก้วทางด้านทิศเหนือมีการตัดศิลาแลงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ายื่นเข้ามาในสระมีบันไดทางลงด้านข้างทั้งสองข้าง และมีร่องรอยของหลุมเสาซึ่งทำให้สันนิษฐานได้ว่าบริเวณนี้เดิมอาจมีพลับพลาที่สร้างด้วยไม้อยู่ จากการวิจัยพบว่าสภาพปัจจุบันของประติมากรรมภาพสลักขอบสระแก้วมีภาพแกะสลักนูนต่ำเป็นสัญลักษณ์ และรูปสัตว์อยู่ภายในกรอบสี่เหลี่ยมได้แก่ภาพช้าง สิงห์ มกรและงู จำนวน 29 กรอบภาพ มีรูปสัตว์จำนวน 45 ตัว ได้แก่รูปช้าง 24 รูปสิงห์ 11 รูปมกร 8 รูปหมู 1 และรูปกินรี 1 นอกจากนี้ยังมีรูปงูพันหม้อน้ำระหว่างช้าง 2 ช้าง รูปมกรและหงส์เดินเรียงกันเป็นแถวเหนือกรอบรูปมีรูปช้าง นั้นบางครั้งเป็นรูปช้างช้างเดียวอยู่ในกรอบแสดงอิริยาบถต่างๆ เช่นยืน เดิน นั่งคุกเข่า หรือจะเป็นรูปช้างหลายช้างแสดงอาการชนกัน หรือเดินเรียงกันเป็นต้น รูปสิงห์บนขอบสระแก้วนั้นมักจะเป็นรูปสิงห์เดี่ยวอยู่ในกรอบจะแสดงอาการต่างๆ เช่นเผ่น หรือกระโจน รูป มกร นั้นจะมีลักษณะแตกต่างกัน เช่นมกรมีงวงสั้น งวงยาว ตัวมกรมีเกล็ดคล้ายจระเข้ บางมกรมีลำตัวยาวคล้ายงู บางมกรมีเขา มีหางคล้ายปลา หรือมีหน้าคล้ายสิงห์ก็มี สำหรับรูปหมู ที่สระแก้วนั้นมีเพียงรูปเดียว ลักษณะคล้ายหมูป่า ยืนย่อขาหลังแหงนหน้าขึ้นหางม้วน ส่วนรูป งู นั้น เหมือนงูธรรมชาติแผ่พังพานหันหน้าไปทางสระสันนิษฐานว่าโบราณสถานสระแก้มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 10-11 เชื่อว่าเป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ ใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา หรืออาจเป็นพิธีกรรมเพื่อความอุดมสมบูรณ์ การวิเคราะห์ประติมากรรมภาพสลักโบราณสถานขอบสระแก้วเมืองศรีมโหสถ เพื่อพัฒนาลายผ้าประจำจังหวัดปราจีนบุรี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเพื่อ โดยผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลประวัติความเป็นมาโบราณสถานเมืองศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรีและได้รวมรวมองค์ความรู้ด้านประวัติความเป็นมาของโบราณสถานเมืองศรีมโหสถในมุ่มมองที่นักวิชาการท่านอื่นยังไม่เคยศึกษา คือ การนำประวัติความเป็นมาและสภาพปัจจุบันของประติมากรรมภาพสลักขอบสระแก้วมาทำการศึกษาวิเคราะห์สภาพปัจจุบันประติมากรรมภาพสลักขอบสระแก้ว โบราณสถานเมืองศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรีเพื่อกำหนดและออกแบบลายผ้าจนได้ภาพการออกแบบลายผ้าที่เกิดจากการออกแบบฟพัฒนาโดยได้ต้นแบบลายผ้ามาจากประติมากรรมภาพสลักขอบสระแก้วเมืองศรีมโหสถมาพัฒนาเป็นลายผ้าเกิดการวิเคราะห์ประติมากรรมภาพสลักขอบสระแก้ว โบราณสถานเมืองศรีมโหสถเพื่อพัฒนาลายผ้าประจำจังหวัดปราจีนบุรีเกิดลายผ้าที่จะนำมาเป็นผ้าทอพื้นเมืองที่แสดงถึงเอกลักษณ์ และอัตลักษณ์ของจังหวัดปราจีนบุรี การวิจัยครั้งนี้ได้สร้างองค์ความรู้ใหม่และเกิดลายผ้าถึง 5 ชุดด้วยกันด้แก่ ลายมกรต้นโพธิ์ ลายมกรนฤมิต ลายมกรกุ้มข้าว ลายนาคมกรเล้นน้ำ และลายสันฤมิตสัตยาสระแก้ว เพื่อใช้เป็นลายผ้าประจำจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวโดยสรุปได้ว่าการวิเคราะห์ประติมากรรมภาพสลักขอบสระแก้วโบราณสถานเมืองศรีมโหสถเพื่อนำมาพัฒนาออกแบบลายผ้า เป็นการนำเอาคติความเชื่อเกี่ยวกับความเป็นมงคล ความอุดมสมบูรณ์ที่ตามภาพสัตว์ที่ปรากฏในขอบสระน้ำมาออกแบบลงในผืนผ้าโดยใช้เทคนิคการหมัดหมี่ใส่เส้นฝ้าย ย้อมด้วยครามให้ได้ลายตามที่ออกแบบแล้วทอออกมาเป็นผืนผ้า ภาพที่ปรากฏในผืนผ้านั้นเป็นสตว์ชนิดต่างๆ เช่น มกร สิงโต หมูป่า ช้าง งูหรือนาค และกินรี ผสมผสานกับลายธรรมชาติ สำหรับตัดเย็บและออกแบบเพื่อสวมใส่ของคนในจังหวัดปราจีนบุรีแสดงออกถึงอัตลักษณ์สำหรับเป็นลายผ้าประจำจังหวัดปราจีนบุรี

คำสำคัญ

sculpture MaKalaประติมากรรมภาพสลักมกรลายผ้าประจำจังหวัดปราจีนบุรี

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การศึกษาประวัติศาสตร์โบราณคดีวัดอัมพาพนารามและพื้นที่ใกล้เคียงในเขตอำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร

ธีระวัฒน์ แสนคำ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2559

พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของชุมชนเมืองปราจีนบุรี ศึกษาจากหลักฐานทางโบราณคดีและมุขปาฐะในท้องถิ่น

กำพล จำปาพันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร พ.ศ. 2559

ซากโบราณสถานในเมืองโบราณเวียงลอ: การศึกษาที่ผ่านมาและข้อสังเกตเบื้องต้น

ชาญคณิต อาวรณ์ มหาวิทยาลัยพะเยา พ.ศ. 2561

พัฒนาการของเมืองสุพรรณบุรี ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19-23

สิริยุพน ทับเป็นไทย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2564

ปูนในโบราณสถานของนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา แหล่งมรดกโลก

นวลลักษณ์ วัสสันตชาติ มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2561

โบราณคดีช่วงก่อนสมัยทวารวดี: ข้อมูลใหม่จากเมืองโบราณอู่ทอง

สฤษดิ์พงศ์ ขุนทรง มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2561

ร่องรอยอารยธรรมเขมรโบราณและสยามอโยธยาในเขตจังหวัดสระแก้ว

กำพล จำปาพันธ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2559

ความสัมพันธ์ ในการผลิตเครื่องปั้นดินเผา ระหว่างกรุงศรีอยุธยา กับเครื่องปั้นดินเผาบนคาบสมุทรไทย สมัยกรุงศรีอยุธยา–กรุงรัตนโกสินทร์

ภัคพดี อยู่คงดี มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2552

การพัฒนาระบบสืบค้นข้อมูลโบราณสถานและโบราณวัตถุจากฐานข้อมูลวัดพื้นที่จังหวัดลำปาง

พงศ์กร จันทราช มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น พ.ศ. 2563

การจัดการแหล่งโบราณคดีในพื้นที่ปราสาทช่างปี่ อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์

พระธรรมโมลี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2560