ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้สุราและสารเสพติดของมารดาขณะตั้งครรภ์กับการเกิดโรคออทิสติกและโรคสมาธิสั้นในเด็ก
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์ เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มสุราของมารดาขณะตั้งครรภ์กับการมีบุตรเป็นโรคออทิสติกและโรคสมาธิสั้น การใช้สารเสพติดของมารดาขณะตั้งครรภ์กับการมีบุตรเป็นโรคออทิสติกและโรคสมาธิสั้น และปัจจัยส่วนบุคคลของมารดาและของเด็กกับการมีบุตรเป็นโรคออทิสติกและโรคสมาธิสั้นวิธีการศึกษา การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบศึกษาย้อนหลังชนิด case-control study กลุ่มตัวอย่างเป็นมารดาของเด็กออทิสติก (ASD) 108 คน มารดาของเด็กสมาธิสั้น (ADHD) 108 คน และมารดาของเด็กปกติ 216 คน อายุ 20-48 ปี เด็กมีอายุ 4-12 ปี คัดเลือกโดยสุ่มแบบแบ่งชั้นในเชียงใหม่และลำพูน ขนาดตัวอย่างใช้สูตรแบบ matched case-control ค่าตัวแปรที่ใช้คำนวณได้จากการศึกษาในปี 2015 ที่สัดส่วนกลุ่มควบคุมเมื่อสัมผัสปัจจัยเท่ากับ 0.9, Odds ratio เท่ากับ 3.01 อำนาจการทดสอบเท่ากับ 90% และสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นเท่ากับ 95% case : matched control เท่ากับ 1:1 ได้ขนาดตัวอย่างรวม 448 คน การศึกษาครั้งนี้มีกลุ่มตัวอย่าง 432 คน รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของมารดาและเด็ก และแบบประเมิน ASSIST วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา การทดสอบไคว์สแควร์ และการวิเคราะห์ถดถอยพหุโลจิสติกผลการศึกษา ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีบุตรเป็นโรคออทิสติกคือ เจ็บป่วยที่ต้องกินยาแก้ปวดลดไข้ขณะตั้งครรภ์ และมารดาเคยใช้สารใดๆโดยการฉีดเข้าร่างกายที่ไม่ใช่ทางการแพทย์และไม่ใช่ใน 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ โดยอัตราส่วนความเสี่ยงเป็น 6.19 เท่า (adjust OR = 6.19, 95% CI = 1.39-27.54, p = 0.02) และ 11.69 เท่า (adjust OR = 11.69, 95% CI = 1.52-89.91, p = 0.02) ของมารดาที่ไม่มีประสบการณ์ดังกล่าว ตามลำดับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีบุตรเป็นโรคสมาธิสั้นคือ มารดาดื่มสุราระดับเสี่ยงปานกลางขึ้นไป สูบบุหรี่ระดับเสี่ยงปานกลางขึ้นไป มีความบ่อยของการสัมผัสใกล้ชิดกับคนสูบบุหรี่ใน 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ และเคยใช้สารใด ๆโดยการฉีดเข้าร่างกายที่ไม่ใช่ทางการแพทย์และไม่ใช่ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ โดยอัตราส่วนความเสี่ยงเป็น 14.21 เท่า (adjust OR = 14.21, 95% CI = 1.06-190.29, p = 0.04), 2.97 เท่า (adjust OR = 2.97, 95% CI = 1.18-7.43, p = 0.02), 2.63 เท่า (adjust OR = 2.63, 95% CI = 1.23-5.62, p = 0.01) และ 10.37 เท่า (adjust OR = 10.37, 95% CI = 1.11-96.33, p = 0.04) ของมารดาที่ไม่มีประสบการณ์ดังกล่าว ตามลำดับ สรุป ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีบุตรเป็นโรคออทิสติกคือ มารดากินยาแก้ปวดลดไข้ขณะตั้งครรภ์ และใช้สารฉีดเข้าร่างกายที่ไม่ใช่ทางการแพทย์ และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีบุตรเป็นโรคสมาธิสั้นคือ มารดาดื่มสุราและสูบบุหรี่ระดับเสี่ยงปานกลางขึ้นไป มารดามีความบ่อยของการสัมผัสใกล้ชิดกับคนสูบบุหรี่ขณะตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก และใช้สารฉีดเข้าร่างกายที่ไม่ใช่ทางการแพทย์ ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้จัดกิจกรรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตให้หญิงวัยรุ่นและวัยเจริญพันธุ์ให้เกิดความตระหนักในความเสี่ยงของการมีบุตรเป็นโรคออทิสติกและโรคสมาธิสั้น และป้องกันความเสี่ยงที่เป็นปัจจัยด้านพฤติกรรมของตนเอง