การตรวจจับอันตรายทางกายภาพและตรวจวัดคุณภาพ โดยใช้สเปกโทรสโกปีอินฟราเรดย่านใกล้เพื่อคัดแยกเมล็ดกาแฟดิบ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้ได้ศึกษาการประยุกต์ใช้เทคนิคสเปกโทรสโกปีอินฟราเรดย่านใกล้ในการคัดแยกเมล็ดกาแฟดิบสายพันธุ์โรบัสต้า โดยเตรียมตัวอย่างเมล็ดกาแฟดิบออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ เมล็ดกาแฟคุณภาพดี (มีความชื้น 9.5%) และเมล็ดกาแฟที่บกพร่อง 4 กลุ่ม ประกอบด้วยเมล็ดดำ (มีความชื้น 11%) เมล็ดที่สีเปลือกออกไม่หมด (มีความชื้น 10%) เมล็ดดีที่มีความชื้น 14 และ 18% กลุ่มละ 100 เมล็ด นำตัวอย่างเมล็ดกาแฟมาวัดสเปกตรัมทีละเมล็ด โดยวิธีการวัดแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ แบบที่ 1 ให้แสงส่องมายังด้านนูน และแบบที่ 2 ให้แสงส่องมายังด้านเรียบ ในช่วงเลขคลื่น 12500-4000 cm-1 ด้วยเครื่อง FT-NIR ในระบบการวัดแบบสะท้อนกลับ (reflectance) จากนั้นนำข้อมูลสเปกตรัมมาแบ่งกลุ่มออกเป็น 3 ชุด ได้แก่ ชุดที่ 1 ประกอบด้วยเมล็ดคุณภาพดี เมล็ดดำและเมล็ดที่สีเปลือกออกไม่หมด ชุดที่ 2 ประกอบด้วยเมล็ดคุณภาพดีที่มีความชื้น 9.5, 14 และ 18% และชุดที่ 3 ประกอบด้วยเมล็ดกาแฟทั้ง 5 กลุ่ม และจำแนกกลุ่มตัวอย่างจากทั้ง 3 ชุดด้วยวิธีการวิเคราะห์การจำแนกประเภทเชิงเส้น (linear discriminant analysis; LDA) โดยการใช้ข้อมูลจากทุกเลขคลื่นและใช้ข้อมูลเฉพาะบางเลขคลื่น จากการวิเคราะห์ผลพบว่าการใช้ข้อมูลสเปกตรัมร่วมกับเทคนิค LDA สามารถจำแนกเมล็ดกาแฟจากทั้ง 3 ชุด ออกจากกันได้ โดยการใช้ข้อมูลจากทุกเลขคลื่นการวัดแต่ละแบบ มีค่าความถูกต้องในการจำแนกกลุ่ม 100% และเมื่อรวมข้อมูลการวัดทั้ง 2 แบบ ให้ความถูกต้องในการจำแนกกลุ่มมากกว่า 96% และการใช้ข้อมูลเฉพาะบางเลขคลื่นโดยวัดแต่ละแบบ ให้ค่าความถูกต้องในการจำแนกกลุ่มมากกว่า 97 % และเมื่อรวมข้อมูลการวัดทั้ง 2 แบบ ให้ค่าความถูกต้องในการจำแนกกลุ่มมากกว่า 98% คำสำคัญ: เมล็ดกาแฟดิบ โรบัสต้า ความผิดปรกติ คัดแยก สเปกโทรสโกปีอินฟราเรดย่านใกล้