การประเมินแหล่งกำเนิดมลพิษจากพื้นที่เกษตรกรรมในพื้นที่ลุ่มน้ำลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา: กรณีศึกษา ลุ่มน้ำย่อยคลองตาลอง หัวยหินลับ ห้วยสำเสา และคลองท่าบาง
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การประเมินแหล่งกำเนิดมลพิษทางน้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการจัดการและการควบคุมมลพิษของลุ่มน้ำ วัตถุประสงค์สำหรับการศึกษาครั้งนี้คือ ศึกษาคุณภาพน้ำและการโหลดของสารอาหารบริเวณลุ่มน้ำลำตะคองในฤดูฝนของปี พ.ศ. 2554 ตามประเภทของพืชเศรษฐกิจหลักที่ถูกปลูกในพื้นที่ลุ่มน้ำลำตะคอง และประเมินปริมาณปุ๋ยที่ถูกใช้สำหรับกิจกรรมการเกษตรกรรม โดยการใช้แบบสัมภาษณ์ 100 ตัวอย่าง สำหรับการศึกษาคุณภาพน้ำและการโหลดของสารอาหารได้ทำการศึกษาลุ่มน้ำย่อย 4 ลุ่มน้ำ ได้แก่ 1) ลุ่มน้ำห้วยหินลับ อำเภอปากช่อง มีพื้นที่รับน้ำ 312.23 ตารางกิโลเมตร 2) ลุ่มน้ำคลองตาลอง อำเภอปากช่อง มีพื้นที่รับน้ำ 280.49 ตารางกิโลเมตร 3) ลุ่มน้ำคลองท่าบาง อำเภอสูงเนิน มีพื้นที่รับน้ำ 207.78 ตารางกิโลเมตร และ 4) ลุ่มน้ำห้วยสำเสา อำเภอสีคิ้ว มีพื้นที่รับน้ำ 44.03 ตารางกิโลเมตร ผลการศึกษาพบว่า ลุ่มน้ำห้วยหินลับมีคุณภาพน้ำแย่ที่สุด (คุณภาพน้ำเสียหรือสถานะเกิดยูโทรฟิเคชั่น) และมีปริมาณการโหลดของไนโตรเจนทั้งหมดมากที่สุด มีค่าเท่ากับ 760,510 กก./ปี รองลงมาคือ ลุ่มน้ำคลองท่าบาง (608,938 กก./ปี) ลุ่มน้ำคลองตาลอง (378,355 กก./ปี) และลุ่มน้ำห้วยสำเสา (337,484 กก./ปี) ตามลำดับ ขณะที่ปริมาณการโหลดของฟอสฟอรัสทั้งหมดพบว่ามีค่ามากที่สุดที่ลุ่มน้ำห้วยสำเสา (96,511 กก./ปี) ถัดลงมาคือ ลุ่มน้ำคลองท่าบาง (70,090 กก./ปี) ลุ่มน้ำห้วยหินลับ (19,078 กก./ปี) และลุ่มน้ำคลองตาลอง (8,173 กก./ปี) ตามลำดับ ขณะที่ผลการศึกษาปริมาณการใช้ปุ๋ยสำหรับการปลูกพืชพบว่า การปลูกข้าวนาปรังมีปริมาณการใช้ปุ๋ยมากที่สุด มีค่าเท่ากับ 100 กก./ไร่/ปี รองลงมาคือ การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (62 กก./ไร่/ปี) ลำไย (50 กก./ไร่/ปี) ข้าวนาปี (45 กก./ไร่/ปี) อ้อย (33 กก./ไร่/ปี) และมันสำปะหลัง (28 กก./ไร่/ปี) ตามลำดับ ผลที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ค่าปริมาณการโหลดที่สูงไม่ได้ขึ้นเฉพาะขนาดของลุ่มน้ำเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับ ขนาดและประเภทของการใช้ประโยชน์ที่ดินสำหรับการเกษตรกรรม ปริมาณ และช่วงเวลาของการใช้ปุ๋ย ซึ่งจะส่งผลต่อค่าไนโตรเจนและฟอสฟอรัสที่ถูกชะล้างลงในแหล่งน้ำ ดังนั้น การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินและการใช้ปุ๋ยรอบ ๆ แหล่งน้ำย่อมถือได้ว่าเป็นงานที่มีความสำคัญหลักสำหรับการจัดการคุณภาพน้ำที่ดีในอนาคตต่อไป