การประเมินปริมาณน้ำหลากสูงสุดโดยใช้ขนาดและรูปร่างของลำน้ำ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การประเมินปริมาณน้ำหลากสูงสุดโดยใช้ขนาดและรูปร่างของลำน้ำได้ศึกษาความสัมพันธ์ของปริมาณน้ำหลากสูงสุด กับลักษณะทางกายภาพของพื้นที่รับน้ำฝน และขนาดรูปร่างของลำน้ำ เพื่อจัดอันดับความสัมพันธ์ของปัจจัยที่เหมาะสมสำหรับ และประเมินความถี่ของปริมาณน้ำหลากสูงสุดที่รอบปีการเกิดซ้ำที่ 2 ปี ถึง 10,000 ปี ในลุ่มน้ำที่มีสถานีวัดน้ำท่า หรือไม่มีสถานีวัดน้ำท่า โดยพิจารณาขอบเขตพื้นที่ศึกษาครอบคลุม 25 ลุ่มน้ำประธานของประเทศไทย และใช้ข้อมูลประกอบจาก กรมอุตุนิยมวิทยาย้อนหลัง 30 ปี ได้แก่ ข้อมูลภูมิอากาศ 125 สถานี และข้อมูลปริมาณน้ำฝน 770 สถานี และกรมชลประทาน ได้แก่ ข้อมูล ปริมาณน้ำหลากสูงสุดรายปี 940 สถานี ข้อมูลลักษณะทางกายภาพของพื้นที่รับน้ำฝน (GIS) และข้อมูลพื้นที่หน้าตัดของลำน้ำ 377 สถานี ผลการวิเคราะห์ 25 ลุ่มน้ำ พบความสัมพันธ์ที่เหมาะสมสำหรับการประเมินปริมาณน้ำหลากสูงสุด โดยใช้เกณฑ์ R2 ในการพิจารณาความสัมพันธ์ที่เหมาะสมในแต่ละลุ่มสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณน้ำหลากสูงสุดกับพื้นที่รับน้ำฝนพบ 12 ลุ่มน้ำ ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณน้ำหลากสูงสุดกับ พื้นที่หน้าตัดของลำน้ำพบ 7 ลุ่มน้ำ และความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณน้ำหลากสูงสุดกับความกว้างของลำน้ำ พบ 4 ลุ่มน้ำ นอกเหนือจากนั้นเป็นความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณน้ำหลากสูงสุดกับ ค่าความลึกเฉลี่ย ค่าความลึกสูงสุด และพื้นที่รับน้ำฝน ความยาวลำน้ำ ความลาดชัน ปริมาณฝน ความสัมพันธ์ละ 1 ลุ่มน้ำ โดยค่า R2 สูงสุดเท่ากับ 0.997 และต่ำสุดเท่ากับ 0.550 และการประเมินความถี่ของปริมาณน้ำหลากสูงสุดที่รอบปีการ เกิดซ้ำที่ 2 ปี ถึง 10,000 ปี พบ 17 ลุ่มน้ำมีแนวโน้มค่า R2 ลดลงเมื่อรอบปีเพิ่มขึ้น 4 ลุ่มน้ำมีแนวโน้มค่า R2 เพิ่มขึ้นเมื่อรอบปีเพิ่มขึ้น และ 1 ลุ่มน้ำมีแนวโน้มค่า R2 เพิ่มขึ้นและลดลงเมื่อรอบปีเพิ่มขึ้น