รูปแบบการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินธุรกิจของกลุ่ม OTOP สู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเพื่อศึกษาศักยภาพและข้อมูลพื้นฐานในการดาเนินธุรกิจของกลุ่มผู้ผลิตสินค้า OTOP การวิเคราะห์การน้อมนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติและถ่ายทอดองค์ความรู้ใหม่ และพัฒนารูปแบบการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการดาเนินธุรกิจของกลุ่ม OTOP สู่ความสาเร็จอย่างยั่งยืน งานวิจัยครั้งนี้เป็น การวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพหรือแบบผสมผสาน (Mixed Method) โดยการพัฒนาสูตรทองม้วนเพื่อให้ได้สูตรทองม้วนต้นแบบ และนามาพัฒนาโดยนาสมุนไพรที่มีประโยชน์ทางโภชนการและมีคุณสมบัติทางยาพัฒนาเป็นส่วนผสมในการผลิตทองม้วนสมุนไพร และนาผลิตภัณฑ์ทองม้วน จานวน 6 สูตรไปทดสอบทางประสาทสัมผัสด้านรูปร่าง สี กลิ่น ความกรอบ รสชาติ และความชอบรวม ด้วยการยอมรับทางด้านประสาทสัมผัสของผู้บริโภคด้วยวิธี 9-Point hedonic scale โดยมีอาสาสมัครจานวน 30 คน ได้รับการทดสอบด้วยการชิมทองม้วนแต่ละสูตร โดยใช้วิธีการปกปิดวัตถุดิบของทองม้วนแต่ละสูตร อาสาสมัครจะไม่ทราบส่วนประกอบสมุนไพรที่นามาพัฒนาในแต่ละสูตร หลังจากชิมแล้ว ให้อาสาสมัครทาแบบประเมินการทดสอบความชอบโดยรวมที่มีต่อทองม้วนสมุนไพรบางนกแขวก วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ยผลการศึกษาสูตรขนมทองม้วนเพื่อใช้เป็นสูตรต้นแบบการศึกษาได้คัดเลือกสูตรการทาขนมทองม้วนต้นแบบจากสูตรจานวน 3 สูตร โดยการทดสอบทางประสาทสัมผัสด้านรูปร่าง สี กลิ่น ความกรอบ รสชาติ และความชอบรวม ด้วยการยอมรับทางด้านประสาทสัมผัสของผู้บริโภคด้วยวิธี 9-Point hedonic scale ผลการศึกษาพบว่า สูตร 3 เป็นสูตรที่ผลการทดสอบทางประสาทสัมผัสในภาพร่วมมีระดับความชอบอยู่ในระดับมากที่สุด ในการศึกษาวิจัยในครั้งนี้จึงคัดเลือกทองม้วนสูตร 3 เป็นสูตรมาตรฐานในการวิจัยผลการศึกษาการพัฒนาสูตรทองม้วนสมุนไพรได้ทองม้วนจานวน 6 สูตร จากผลการศึกษาการพัฒนาสูตรทองม้วนสมุนไพรได้ทองม้วนจานวน 6 สูตร เปรียบเทียบกับสูตรโบราณ ซึ่งเป็นสูตรพื้นฐาน มีดังนี้ สูตร 1 สูตรโบราณ (สูตรควบคุม) สูตร 2 สูตรชะครามเค็ม สูตร 3 สูตรมะม่วงหาวมะนาวโห่ สูตร 4 สูตรมันแครอท สูตร 5 สูตรฟักทอง และสูตร 6 สูตรชะครามหวานโดยอาสาสมัครจานวน 30 คน อาสาสมัครส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จานวน 24 คน ร้อยละ 80 อาสาสมัครส่วนใหญ่มีอายุ 19 – 34 ปี จานวน 17 คน ร้อยละ 56.67ผลการศึกษาการประเมินทางประสาทสัมผัสทางด้านสี กลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส และความชอบโดยรวมของผู้ประเมินทองม้วนทั้ง 6 สูตร ผลการศึกษาการประเมินทางประสาทสัมผัสทางด้านสี พบว่า ขนมทองม้วนสูตร 4 สูตรมันแครอท มีคะแนนสูงสุด คะแนนเฉลี่ย 7.73 การประเมินทางประสาทสัมผัสทางด้านกลิ่น พบว่า ขนมทองม้วนสูตร 2 สูตรชะครามเค็ม มีคะแนนสูงสุด คะแนนเฉลี่ย 7.63 การประเมินทางประสาทสัมผัสทางด้านรสชาติ พบว่า ขนมทองม้วนสูตร 1 สูตรโบราณ มีคะแนนสูงสุด คะแนนเฉลี่ย 7.80 การประเมินทางประสาทสัมผัสทางด้านเนื้อสัมผัส (ความกรอบ) พบว่า ขนมทองม้วนสูตร 3 สูตรมะม่วงหาวมะนาวโห่ มีคะแนนสูงสุด คะแนนเฉลี่ย 8.16 และการประเมินทางประสาทสัมผัสทางด้านความชอบโดยรวม พบว่า ขนมทองม้วนสูตร 3 สูตรมะม่วงหาวมะนาวโห่ มีคะแนนสูงสุด คะแนนเฉลี่ย 8.03 เนื่องจากมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์เปรี้ยวอมหวาน มีคุณค่าทางอาหารและสรรพคุณทางยา มีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งในการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ได้นาสมุนไพรที่มีประโยชน์และมีคุณค่าทางอาหาร และมีสรรพคุณทางยา เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพเพื่อเป็นอีกทางเลือกในการดูแลส่งเสริมสุขภาพ