กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
การศึกษาวิจัย เรื่องกระบวนการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชาวนาภาคกลางในการปลูกข้าวอินทรีย์เพื่อลดเสี่ยงลดโรค มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชาวนาภาคกลางในการปลูกข้าวอินทรีย์ของทุกระดับ สร้างรูปแบบการมีส่วนร่วมของชาวนาในการปลูกข้าวอินทรีย์ของภาคกลาง และเพื่อจัดทำสารสนเทศออนไลน์การปลูกข้าวอินทรีย์และถ่ายทอดสู่กลุ่มชาวนาในภาคกลาง โดยอาศัยความร่วมมือของกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ทำนาภาคกลาง 5 จังหวัด ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม อยุธยาและสุพรรณบุรี โดยจะทำการเก็บข้อมูลชาวนาทั้งหมดที่ใช้บริการโดรนในการทำนาและสมัครใจเข้าร่วมโครงการวิจัยในครั้งนี้ ผลการศึกษาวิจัยพบว่า เกษตรกรชาวนาส่วนใหญ่เป็นวัยกลางคน (41-50 ปี) ในขณะที่วัยรุ่นยังมีความสนใจในการทำนาข้าวอินทรีย์อยู่บ้าง (ร้อยละ 12.5) ส่วนเกษตรกรที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปีไม่เข้าร่วมกิจกรรม ด้านความรู้พื้นฐานด้านการศึกษาของเกษตรกรชาวนาที่เข้าร่วมกิจกรรมของโครงการวิจัยนี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งเป็นกลุ่มที่สามารถรับรู้ถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ได้ดีและมีความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงเพื่อไปสู่ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและความมั่นคงในการประกอบอาชีพ ส่วนการมีส่วนร่วมของชาวนาภาคกลางในการปลูกข้าวอินทรีย์ อยู่ในระดับมีส่วนร่วมมาก (ค่าเฉลี่ย = 3.16, SD=0.49) ในขณะที่ระบบที่การออกแบบและพัฒนาระบบสารสนเทศออนไลน์เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ในการปลูกข้าวอินทรีย์สามารถใช้งานได้จริงและมีประสิทธิภาพ ซึ่งผลจากการทดสอบระบบแบบ Black box และแบบสอบถามเชิงคุณภาพของระบบโดยผู้เชี่ยวชาญด้วยเทคนิคการประเมินคุณภาพของโปรแกรม พบว่าเป็นโปรแกรมที่ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ มีประสิทธิภาพดีและใช้งานได้ง่าย
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 7 — 7. Final development version of the deliverable demonstrated in operational
ข้อค้นพบที่ได้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันทีและสามารถเพิ่มจำนวนชาวนาปลูกข้าวอินทรีย์ได้อย่างยั่งยืน
ยังไม่มีการอบรมและเข้าถึงข้อมูลจริงจัง
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 8 — 8. proposed solution(s) as well as a plan for societal adaptation complete and qualified
การวิจัยนี้จะเป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้ชาวนาภาคกลางหันมาปลูกข้าวอินทรีย์เพื่อการลดต้นทุนการผลิต ลดเสี่ยงและลดโรคได้อย่างยั่งยืน
ชาวนาแปลงเล็กยังไม่เข้าถึงการบริหารของหน่วยงานภาครัฐ ยังไม่มีข้อมูลแท้จริงและขาดความตระหนักต่อผลกระทบที่ตามมา