การศึกษาระบบปลูกและการให้ผลผลิตของข้าวอินทรีย์ ในอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา มีความสนใจที่จะปรับเปลี่ยนระบบการปลูกข้าวเป็นแบบอินทรีย์ แต่ยังขาดองค์ความรู้เกี่ยวกับวิธีการปลูก การดูแล การจัดระบบการปลูกข้าวอินทรีย์ที่เหมาะสม ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระบบปลูก การจัดการดินและปุ๋ยและการให้ผลผลิตข้าวอินทรีย์ในตำบลตะเครียะ ตำบลบ้านขาว และตำบลคลองแดน อำเภอระโนดจังหวัดสงขลา โดยทำการศึกษาในข้าว 3 พันธุ์ คือ ข้าวหอมมะลิธรรมศาสตร์ ข้าวไรเบอร์รี่ และข้าวหอมนิล ตามลำดับ จากการทดสอบในสภาพเรือนทดลอง พบว่าการหมักดินด้วยน้ำหมักชีวภาพเชื้อแบคทีเรียไอโซเลท H01 เจือจางกับน้ำในอัตราส่วน 1:500 ใส่ลงไปในกระถางพลาสติกให้ท่วมถึงขอบกระถางหมักเป็นเวลา 7 วัน แล้วนำเมล็ดพันธุ์ข้าวมาแช่สารละลายสปอร์เชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์ B.megaterium และบ่มไว้ 24 ชั่วโมง แล้วเพาะต้นกล้าข้าวพันธุ์ต่างๆ ไว้จนมีอายุ 1 เดือน จึงย้ายลงปลูกในกระถางๆ ทำการใส่ปุ๋ยหมักมูลไก่หรือปุ๋ยหมักมูลวัว อัตรา 250 กรัมต่อกระถาง มีแนวโน้มในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของข้าวทั้ง 3 พันธุ์ คือ ข้าวหอมมะลิธรรมศาสตร์ ข้าวไรเบอร์รี่ และข้าวหอมนิล ในกระถางได้ดี จากการศึกษาระบบปลูกและการจัดการดินและปุ๋ยเพื่อผลิตข้าวอินทรีย์ในแปลงทดลอง ในส่วนการวิเคราะห์ดิน พบว่า ดินปลูกข้าวหอมมะลิธรรมศาสตร์ในตำบลตะเครียะ มีเนื้อดินเป็นดินเหนียว หลังจากใส่ปุ๋ยมูลเป็ด ปุ๋ยหมักมูลไก่ และปุ๋ยหมักมูลวัว ส่งผลให้ดินมีค่าความเป็นกรดเป็นด่างลดลง แต่มีปริมาณธาตุอาหารหลัก ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม และปริมาณอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้น ส่วนดินปลูกข้าวไรเบอร์รี่ในตำบลบ้านขาว มีเนื้อดินเป็นดินร่วนเหนียวปนทรายแป้ง หลังทดลอง พบว่า ดินมีค่าความเป็นกรดเป็นด่างเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณธาตุอาหารหลักและอินทรียวัตถุลดลงในขณะที่ดินที่ปลูกข้าวหอมนิลในตำบลคลองแดน ซึ่งดินเป็นดินเหนียว ดินหลังปลูกข้าวมีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง ปริมาณธาตุอาหารหลัก และปริมาณอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้น การใส่ปุ๋ยหมักมูลไก่(ประกอบด้วย มูลไก่บด หินฟอสเฟต ตะกอนชีวภาพ เเกลบเผา และหัวเชื้อจุลินทรีย์ Bacillus megaterium) และปุ๋ยหมักมูลวัว (ประกอบด้วย มูลวัวบด มูลค้างคาว ใบก้ามปูร่อน และหัวเชื้อจุลินทรีย์ B. megaterium) ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและผลผลิตข้าวทั้ง 3 พันธุ์ ได้ดีทั้งเรือนทดลองและแปลงทดลอง สำหรับการปลูกข้าวในแปลงเริ่มจากทำการไถกลบฟางข้าวในพื้นที่นา โดย รดแปลงนาด้วยน้ำหมักชีวภาพเชื้อแบคทีเรียไอโซเลท H01 เจือจางกับน้ำในอัตราส่วน 1:500 อัตรา 5 ลิตรต่อไร่ ทำการหมักดินไว้ 7 วัน แล้วไถพรวน นำเมล็ดพันธุ์ข้าวมาแช่สารละลายสปอร์เชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์ B. megaterium และบ่มไว้ 24 ชั่วโมง แล้วนำมาเพาะในถาดหลุมพลาสติกที่มีแกลบเผาอยู่โดยใช้เครื่องโรยเมล็ดพันธุ์ข้าว เพาะจนต้นกล้ามีอายุ 10-15 วัน จึงนำไปปักดำในแปลงนาโดยใช้รถปักดำข้าวแบบเดินตาม ระยะปักดำ 20x20 เซนติเมตร จำนวน 3 ต้นต่อหลุม จุ่มรากด้วยสารละลายส ปอร์เชื้อแ บคทีเรีย ป ฏิปัก ษ์ B. megaterium ก่อ นปักดำ ใ นดินปลูกข้าวหอมมะลิธรรมศาสตร์ในพื้นที่ตำบลตะเครียะ และปลูกข้าวหอมนิลในตำบลคลองแดนซึ่งเป็นดินเหนียว พบว่าการใส่ปุ๋ยหมักมูลไก่ร่วมกับสารละลายสปอร์เชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์ B. megaterim โดย ใช้ปุ๋ยหมักมูลไก่ อัตรา 300 กิโลกรัมต่อไร่ แบ่งใส่จำนวน 3 ครั้ง คือ 1) ก่อนการปลูกข้าว 7 วัน 2) เมื่อต้นกล้ามีอายุ 30 วัน และ 3) ในระยะก่อนข้าวตั้งท้อง ส่วนการใช้สารละลายสปอร์เชื้อแบคทีเรีย ปฏิปักษ์ B. megaterim จะใช้ต่อน้ำอัตราส่วน 1 ต่อ 10 อัตรา 5 ลิตรต่อไร่ ฉีดพ่น 2 ครั้ง คือ 1) ช่วงข้าวแตกกอ และ 2) ช่วงข้าวกำลังออกรวง ช่วยส่งเสริมให้ข้าวเจริญเติบโตและผลผลิตดีที่สุด 152.53 และ 389.16 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ ส่วนข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่ปลูกในตำบลบ้านขาว ซึ่งเป็นดินร่วนเหนียวปนทรายแป้ง พบว่า การใส่ปุ๋ยหมักมูลวัว อัตรา 300 กิโลกรัมต่อไร่ แบ่งใส่จำนวน 3 ครั้ง คือ 1) ก่อนการปลูกข้าว 7 วัน 2) เมื่อต้นกล้ามีอายุ 30 วัน และ 3) ในระยะก่อนข้าวตั้งท้อง ร่วมกับการใช้สารละลายสปอร์เชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์ B. megaterim จะใช้ต่อน้ำอัตราส่วน 1 ต่อ 10 อัตรา 5 ลิตรต่อไร่ ฉีดพ่น 2 ครั้ง คือ 1) ช่วงข้าวแตกกอ และ 2) ช่วงข้าวกำลังออกรวง ส่งผลให้มีปริมาณผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่สูงที่สุด 217.07 กิโลกรัม