Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2552

กรอบการเจรจาที่เหมาะสมในการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีภาคบริการด้านการเงินของไทย

สมคิด บุญล้นเหลือ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง พ.ศ. 2552

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

ภาคบริการด้านการเงิน (Financial Services Sector) เป็นภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนอย่างกว้างขวาง ทำให้ภาครัฐทั่วโลกมีนโยบายในการกำกับดูแลภาคบริการด้านการเงินเป็นพิเศษ และเมื่อภาคบริการด้านการเงินได้กลายมาเป็นภาคบริการสาขาหนึ่งที่สามารถเปิดเสรีได้ ภายใต้นโยบายการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) เพื่อ ลดอุปสรรคหรือข้อกีดกันทางการค้าบริการระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอุปสรรคจากการกำกับดูแลของภาครัฐ ความจำเป็นต้องกำกับดูแลภาคบริการด้านการเงินเพื่อความมั่นคงกับความต้องการเปิดเสรี จึงทำให้เกิดความขัดแย้งเชิงนโยบายขึ้น ภาครัฐจึงจำเป็นต้องบริหารจัดการและออกแบบนโยบายอย่างเหมาะสมเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเปิดเสรีกับการกำกับดูแลภาคบริการด้านการเงิน การเปิดเสรีการค้าภาคบริการด้านการเงินกับต่างประเทศในทางปฏิบัติมักมีการเจรจาเปิดเสรีในรูปของ “การจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA)” ที่มักประกอบด้วยประเด็นการเจรจาที่สำคัญ 2 ส่วนควบคู่กันไป ได้แก่ การเจรจาด้านตัวบท (Text) หรือกฎเกณฑ์ (Rule) กับการเจรจาในส่วนของการเข้าสู่ตลาด (Market Access) ซึ่งในการเจรจาที่ผ่านมา ประเทศไทยมักประสบปัญหาขาดฐานข้อมูลหรืองานวิจัยที่เพียงพอต่อการวางแผนงานด้านการเจรจาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยเฉพาะขาดการกำหนดกรอบการเจรจาที่เหมาะสมต่อความต้องการและข้อกังวลของประเทศไทย ทั้งในส่วนของการเจรจาเข้าสู่ตลาดและการเจรจาตัวบท ทำให้ตกเป็นฝ่ายตั้งรับในการเจรจาหรือขาดการเจรจาในเชิงรุก ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 มาตรา 190 วรรคสาม ระบุเป็นนัยให้คณะรัฐมนตรีต้องเสนอ “กรอบการเจรจา” ต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบในการไปเจรจาจัดทำหนังสือสัญญาบางประเภท ซึ่งความตกลงเขตการค้าเสรีที่มีการเจรจาภาคบริการด้านการเงินมีนัยเข้าข่ายต้องจัดทำกรอบการเจรจาตามรัฐธรรมนูญด้วย จากปัญหาดังกล่าว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำการศึกษาวิจัยเพื่อตอบคำถามว่า “อะไรคือปัจจัยกำหนดกรอบการเจรจาเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงินของไทย และจะออกแบบกรอบการเจรจาที่เหมาะสมของไทยในการเปิดเสรีภาคบริการด้านการเงินภายใต้ความตกลงการค้าเสรีได้อย่างไร” เพื่อจะได้นำมาใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญในการเจรจาจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีภาคบริการด้านการเงินของไทยกับประเทศต่าง ๆ ต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัยมี 2 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการกำหนดกรอบการเจรจาเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงินของไทย และ (2) เพื่อออกแบบกรอบการเจรจาที่เหมาะสมในการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีภาคบริการด้านการเงินของไทยกับประเทศต่างๆ โดยได้ทบทวนวรรณกรรมด้านแนวคิด ทฤษฎี และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ส่วนวิธีการวิจัยเป็นแบบผสมการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ มีการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งข้อมูล 3 ประเภทหลัก ได้แก่ เอกสาร การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญภาครัฐและภาควิชาการในเชิงลึก และการใช้แบบสอบถามผู้ประกอบอาชีพธุรกิจการเงินภาคเอกชน ซึ่งผลการวิจัยสามารถแยกออกเป็น 2 ส่วนตามวัตถุประสงค์การวิจัย ดังนี้ 1) การวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการกำหนดกรอบการเจรจาเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงินของไทย การวิเคราะห์ในส่วนนี้ใช้วิธีวิจัยจากเอกสารประกอบกับความรู้จากประสบการณ์เจรจาโดยตรงของคณะผู้วิจัย โดยผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการกำหนดกรอบการเจรจาเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงินของประเทศไทยประกอบไปด้วย 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัจจัยที่เกิดจากรัฐธรรมนูญ ปัจจัยที่เกิดจากแนวทางปฏิบัติเชิงเปรียบเทียบ ปัจจัยที่เกิดจากผลการเจรจาจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีภาคบริการด้านการเงินของไทยที่ผ่านมา และปัจจัยที่เกิดจากลักษณะเฉพาะของภาคบริการด้านการเงินในประเทศไทย โดยสองปัจจัยแรกจัดเป็นปัจจัยที่กำหนดกรอบการเจรจาในเชิงรูปแบบ ส่วนอีกสองปัจจัยหลังจัดเป็นปัจจัยที่กำหนดกรอบการเจรจาเชิงเนื้อหา ปัจจัยที่เกิดจากรัฐธรรมนูญ เป็นปัจจัยที่เกิดจากข้อบังคับทางกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 มาตรา 190 วรรคสาม ที่ระบุให้รัฐบาลต้องจัดทำกรอบการเจรจาเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญาบางประเภท ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ภาคบริการด้านการเงินมีความสำคัญต่อการค้า การลงทุน และมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง ทำให้ความตกลงเขตการค้าเสรีที่มีการเจรจาภาคบริการด้านการเงินรวมอยู่ด้วย เข้าข่ายหนังสือสัญญาที่ต้องจัดทำกรอบการเจรจาเพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ปัจจัยที่เกิดจากแนวทางปฏิบัติเชิงเปรียบเทียบ คณะผู้วิจัยได้ศึกษารูปแบบและเนื้อหาของกรอบการเจรจาต่างๆ ที่สำคัญ 3 กรอบ ได้แก่ กรอบการเจรจาภายใต้องค์การการค้าโลก (Negotiating Guideline) กรอบการเจรจาของสหรัฐอเมริกาที่เรียกว่า “Trade Promotion Authority (TPA)” ภายใต้กฎหมายการค้าสหรัฐ และกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีของไทยภายใต้การเจรจาอาเซียน-สหภาพยุโรป ที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา จากการเปรียบเทียบพบว่า ทั้งสามกรอบการเจรจาจะมีองค์ประกอบเชิงรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน โดยประกอบด้วยวัตถุประสงค์ หรือหลักการในการเจรจา และประเด็นหรือขอบเขตในการเจรจา นอกจากนี้ ในกรอบองค์การการค้าโลกยังมีองค์ประกอบด้านแนวทางการเจรจาเพิ่มเติมเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบด้วย ปัจจัยที่เกิดจากผลการเจรจาจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีภาคบริการด้านการเงิน ของไทยที่ผ่านมา พบว่า ณ เดือนสิงหาคม 2552 ประเทศไทยได้เข้าร่วมจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีที่มีการเจรจาภาคบริการด้านการเงินด้วย ในเวทีการเจรจาต่างๆ กล่าวคือ ในระดับพหุภาคี 1 เวที (องค์การการค้าโลก) ระดับภูมิภาค 5 เวที (อาเซียน อาเซียน-จีน อาเซียน-เกาหลีใต้ อาเซียน-ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ และอาเซียน-สหภาพยุโรป) และระดับทวิภาคี 6 เวที (ไทย-ออสเตรเลีย ไทย-นิวซีแลนด์ ไทย-ญี่ปุ่น ไทย-อินเดีย ไทย-สหรัฐฯ และไทย-เอฟต้า) โดยมีสถานะการเจรจาทั้งที่สรุปผลเจรจาและผูกพันแล้ว 5 เวที (องค์การการค้าโลกรอบอุรุกวัย อาเซียน (รอบ 1-4) อาเซียน-จีน อาเซียน-เกาหลีใต้ และไทย-ญี่ปุ่น) สรุปผลเจรจาและรอผูกพัน 1 เวที (อาเซียน-ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์) อยู่ระหว่างเจรจา 3 เวที (องค์การการค้าโลกรอบโดฮา อาเซียน (รอบ 5) และอาเซียน-สหภาพยุโรป) อยู่ระหว่างรอทบทวนการเจรจาใหม่ 2 เวที (ไทย-ออสเตรเลีย และไทย-นิวซีแลนด์) และที่ชะลอการเจรจาออกไปก่อน 3 เวที (ไทย-อินเดีย ไทย-สหรัฐ และไทย-เอฟต้า) ทั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์ถึงเนื้อหาในส่วนของประเด็นการเจรจาด้านตัวบท และการเจรจาด้านการเข้าสู่ตลาด โดยใช้ความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าบริการด้านการเงิน (General Agreement on Trade in Services: GATS) ภายใต้องค์การการค้าโลกเป็นเกณฑ์ จะพบว่า ความตกลงเขตการค้าเสรีในส่วนของภาคบริการด้านการเงินที่ไทยสรุปผลการเจรจาแล้ว มีเนื้อหาในความตกลงด้านตัวบทที่เพิ่มเติมจากความตกลง GATS (GATS Plus) ในความตกลงอาเซียน-เกาหลีใต้ อาเซียน-ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ไทย-ออสเตรเลีย ไทย-นิวซีแลนด์ และไทย-ญี่ปุ่น โดยเนื้อหาที่เพิ่มเติมมักเป็นประเด็นเรื่องการรักษาสิทธิของทางการในการกำกับดูแลเพื่อความมั่นคงของระบบการเงิน การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค การรักษาเสถียรภาพทางการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน ส่วนเนื้อหาในประเด็นการเข้าสู่ตลาด พบว่า มีเพียงเวทีความตกลงภายในอาเซียนเท่านั้นที่มีการผูกพันการเข้าสู่ตลาดให้ประเทศสมาชิกอาเซียนในระดับที่มากกว่า ที่ผูกพันไว้ในองค์การการค้าโลก (WTO Plus) ปัจจัยที่เกิดจากลักษณะเฉพาะของภาคบริการด้านการเงินในประเทศไทย พบว่า บริการด้านการเงินที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาเปิดเสรีจะมีกลุ่มธุรกิจการเงินในประเทศเกี่ยวข้องอยู่ 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจธนาคารพาณิชย์เอกชนและธุรกิจการเงินเอกชนที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-Bank) กลุ่มธุรกิจหลักทรัพย์และจัดการกองทุน และกลุ่มธุรกิจประกันภัย โดยทั้ง 3 กลุ่มจะมีลักษณะทางกฎหมายและลักษณะทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการให้ต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศคล้ายคลึงและแตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่ม กลุ่มธุรกิจธนาคารพาณิชย์เอกชนรวมถึงกลุ่ม Non-bank ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นั้น อำนาจหน้าที่ทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้แก่ พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 58 และแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดให้การเข้ามาประกอบธุรกิจธนาคารและ Non-bank ดังกล่าวในประเทศไทยจะต้องได้รับใบอนุญาต นอกจากนี้ ยังกำหนดเงื่อนไขจำกัดการถือหุ้นต่างชาติและจำนวนกรรมการต่างชาติในธนาคารพาณิชย์ไทยด้วย ทั้งนี้ ลักษณะทางธุรกิจของกลุ่มธุรกิจธนาคารพาณิชย์เอกชนปัจจุบันมีธนาคารพาณิชย์ไทยอยู่ 17 แห่ง และธนาคารต่างประเทศ 16 แห่ง (รวมบริษัทลูกของธนาคารต่างประเทศ 1 แห่ง) โดยมีขนาดของธุรกิจวัดจากสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ไทยเติบโตในอัตราที่สูงกว่าธนาคารต่างประเทศค่อนข้างมาก ส่วนกลุ่มธุรกิจ Non-Bank โดยเฉพาะธุรกิจบัตรเครดิตจะมีผู้ให้บริการทั้งธนาคารพาณิชย์ไทย ธนาคารต่างประเทศ และบริษัทบัตรเครดิตโดยตรงจำนวน 12 แห่ง โดยการเติบโตวัดจากส่วนแบ่งตลาดสินเชื่อบัตรเครดิต พบว่าบริษัทบัตรเครดิตมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุด รองลงมาคือธนาคารพาณิชย์ไทย และธนาคารต่างประเทศ ตามลำดับ กลุ่มธุรกิจหลักทรัพย์และจัดการกองทุนจะมีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นหน่วยงานกำกับดูแลหลัก โดยมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งพระราชบัญญัตินี้ไม่มีการกำหนดเงื่อนไขการเข้ามาถือหุ้นของต่างชาติในบริษัทหลักทรัพย์ประเภทต่างๆ แต่จะมีการจำกัดในกฎหมายอื่น โดยเฉพาะพระราชบัญญัติการเข้ามาประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 สำหรับลักษณะทางธุรกิจ พบว่า ในธุรกิจหลักทรัพย์ไทยจำนวน 39 แห่งจะมีส่วนแบ่งตลาดแต่ละรายไม่เกินร้อยละ10 โดยจะมีต่างชาติถือหุ้นเกินร้อยละ 50 อยู่ 14 แห่ง สะท้อนให้เห็นโครงสร้างตลาดที่ค่อนข้างมีการแข่งขันกันสูง และเปิดโอกาสให้ต่างชาติมีส่วนร่วมมาก ส่วนธุรกิจจัดการกองทุนจะมีผู้ให้บริการทั้งธนาคารพาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกันภัย และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)โดยตรงจำนวน 23 แห่ง โดยใน บลจ. 7 แห่งมีต่างชาติถือหุ้นเกินร้อยละ 50 และส่วนแบ่งตลาดในธุรกิจที่เป็นของต่างชาติมีเพียง ร้อยละ 11 ที่เหลือเป็นของบริษัทไทย ส่วนกลุ่มธุรกิจประกันภัยจะมีสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เป็นหน่วยงานกำกับดูแลหลัก ภายใต้อำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยลักษณะทางกฎหมายของธุรกิจประกันภัยจะคล้ายคลึงกับธุรกิจธนาคารพาณิชย์ กล่าวคือ การเข้ามาประกอบธุรกิจประกันภัยต้องได้รับใบอนุญาต การถือหุ้นของต่างชาติและกรรมการชาวต่างชาติต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ส่วนลักษณะทางธุรกิจ พบว่าธุรกิจประกันชีวิตจะมีสัดส่วนการเติบโตทางธุรกิจวัดจากเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงสูงกว่าธุรกิจประกันวินาศภัย โดยธุรกิจประกันชีวิต 24 แห่ง มีสาขาบริษัทต่างชาติอยู่ 1 แห่ง แต่มีส่วนแบ่งตลาดสูงกว่าบริษัทประกันชีวิตของไทยมาก ส่วนธุรกิจประกันวินาศภัย 72 แห่ง มีผู้ร่วมทุนต่างชาติอยู่ 28 แห่ง และสาขาของบริษัทต่างประเทศ 5 แห่ง โดยมี ส่วนแบ่งตลาดทั้งบริษัทไทยกับต่างชาติค่อนข้างกระจายและไม่แตกต่างกันมากนัก ทั้งนี้ เมื่อประเมินทั้งระบบธุรกิจประกันภัยทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัยแล้วพบว่า ธุรกิจประกันภัยของไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงกว่าธุรกิจประกันภัยที่มีต่างชาติถือหุ้นแต่ไม่ต่างกันมากนัก ปัจจัยกำหนดกรอบการเจรจาทั้ง 4 ปัจจัยสามารถใช้เพื่อสนับสนุนการออกแบบแนวคำถามเพื่อการสัมภาษณ์และคำถามในแบบสอบถาม โดยรัฐธรรมนูญไทยเป็นปัจจัยเชิงรูปแบบที่ทำให้ต้องมีการจัดทำกรอบการเจรจา แนวทางปฏิบัติเชิงเปรียบเทียบทั้ง 3 ตัวอย่าง ทำให้ตั้งคำถามในเรื่องของการกำหนดกรอบเจรจาในโครงสร้างหรือองค์ประกอบ ส่วนผลการเจรจาที่ผ่านมาเป็นปัจจัยที่นำไปสู่การ ตั้งคำถามเกี่ยวกับประเด็นการเจรจาเชิงเนื้อหาทั้งในส่วนของตัวบทและส่วนของการเข้าสู่ตลาด และลักษณะเฉพาะของภาคบริการด้านการเงินในไทยเป็นปัจจัยที่นำไปสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับกลุ่มธุรกิจการเงินในไทยที่จะเปิดเสรี 2) การออกแบบกรอบการเจรจาที่เหมาะสมในการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีภาคบริการด้านการเงินของไทยกับประเทศต่างๆ การวิจัยในส่วนนี้เริ่มต้นจากการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก และการใช้แบบสอบถาม เพื่อค้นหากรอบการเจรจาที่เหมาะสมจากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญภาครัฐ นักวิชาการ และผู้ประกอบอาชีพธุรกิจการเงินในประเทศไทย คณะผู้วิจัยได้ทำการสัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อสอบถามความคิดเห็นในการจัดทำกรอบการเจรจาที่เหมาะสม โดยทำการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเจรจาจำนวน 4 ราย ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และผู้เชี่ยวชาญจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และยังสัมภาษณ์นักวิชาการจากสถาบันต่างๆ อีกจำนวน 4 ราย ได้แก่ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และนักวิชาการอิสระด้านการเงินการธนาคาร สำหรับผลการสำรวจความคิดเห็นโดยใช้แบบสอบถาม กลุ่มประชากรในที่นี้ได้แก่ผู้ประกอบอาชีพธุรกิจการเงินภาคเอกชนในประเทศไทยจาก 7 ประเภทธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไทย ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ ธุรกิจบัตรเครดิต ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ธุรกิจประกันชีวิต และธุรกิจประกันวินาศภัย รวมทั้งสิ้น 203 แห่ง โดยได้ส่งแบบสอบถามไปตามบริษัทผู้ประกอบธุรกิจทุกแห่ง ตอบกลับมา 98 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 48.3 ของกลุ่มประชากร ใช้สถิติเชิงพรรณนาในการวิเคราะห์ ทั้งนี้แนวคำถามสัมภาษณ์และแบบสอบถามได้แบ่งการสอบถามความคิดเห็นออกเป็น 8 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ความคิดเห็นต่อความหมายและองค์ประกอบของกรอบการเจรจา ความคิดเห็นต่อประเทศที่ไทยควรเจรจาจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีภาคบริการด้านการเงิน ความคิดเห็นต่อการเปิดเสรีในแต่ละสาขาธุรกิจย่อยในธุรกิจการเงิน ความคิดเห็นต่อวัตถุประสงค์ของการเจรจา ความคิดเห็นต่อประเด็นการเจรจา ความคิดเห็นต่อแนวทางการเจรจา ความคิดเห็นต่อการประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการจัดทำกรอบการเจรจา และความคิดเห็นต่อการประยุกต์ ใช้หลักธรรมาภิบาลในการจัดทำกรอบการเจรจา จากการสำรวจพบว่า ความคิดเห็นจากภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชน มีทั้งที่คล้ายคลึงและแตกต่างกัน ซึ่งคณะผู้วิจัยได้นำมาออกแบบเป็นกรอบการเจรจาที่เหมาะสมในการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีภาคบริการด้านการเงินของไทยกับประเทศต่างๆ โดยเห็นว่า กรอบการเจรจาที่เหมาะสมฯ ควรมีโครงสร้างในแต่ละเรื่องดังต่อไปนี้ 1) สาขาธุรกิจย่อยที่ควรหยิบยกมาเจรจาเพื่อเปิดเสรีในระดับที่เพิ่มขึ้น o ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ o ธุรกิจประกันชีวิต o ธุรกิจประกันวินาศภัย o ธุรกิจหลักทรัพย์ o ธุรกิจหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม o ธุรกิจบัตรเครดิต 2) วัตถุประสงค์การเจรจา o เพื่อพัฒนาการแข่งขันในภาคบริการด้านการเงินในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพและมีขีด ความสามารถในการแข่งขัน o เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้บริโภคของไทยได้รับบริการด้านการเงินที่เพิ่มมากขึ้น มีความหลากหลาย และมีคุณภาพ o เพื่อพัฒนาระบบการกำกับดูแลภาคบริการด้านการเงินในประเทศไทย โดยคำนึงถึงสิทธิของ ทางการในการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้ายและการใช้มาตรการเพื่อความมั่นคงในระบบการเงิน o เพื่อลดอุปสรรคหรือข้อกีดกันทางธุรกิจบริการด้านการเงินในประเทศคู่เจรจา o เพื่อส่งเสริมโอกาสในการเข้าสู่ตลาดบริการด้านการเงินในประเทศคู่เจรจา 3) เป้าหมายและจุดยืนในการเจรจา o เจรจาให้ได้ประโยชน์ในภาพรวมสูงสุดกับประเทศ o คำนึงถึงระดับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและความพร้อมของกฎหมายภายใน o มีระยะเวลาให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการปรับตัว o ตั้งอยู่บนหลักการพัฒนาประเทศแบบยั่งยืน 4) ประเด็นเจรจาที่ควรครอบคลุม 4.1) ประเด็นเจรจาด้านตัวบท (Text) o ให้มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นต่อการประกอบธุรกิจทางการเงิน (Information Disclosure) โดยยกเว้นไม่เปิดเผยหากเป็นข้อมูลความลับด้านการเงินส่วนบุคคลของลูกค้า o ให้มีความโปร่งใสในการบริหารงานด้านกำกับดูแลของทางการ (Transparency and Administration of Certain Measures) o ให้มีการสงวนสิทธิของทางการในการออกมาตรการใดๆในการกำกับดูแลเพื่อความมั่นคง และเสถียรภาพในระบบการเงิน (Measures for Prudential and Stability of Financial System) o ให้มีการสงวนสิทธิของทางการในการออกมาตรการใด ๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพของอัตรา แลกเปลี่ยน (Measures for Stability of Exchange Rate) o ให้ได้สิทธิประโยชน์ที่เท่าเทียมในรูปแบบการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติ (National Treatment) o เจรจาเรื่องบริการด้านการเงินใหม่ๆ (New Financial Services) โดยคำนึงถึงสิทธิของทางการ ในการกำกับดูแล 4.2) ประเด็นเจรจาด้านการเข้าสู่ตลาด (Market Access) o เรียกร้องให้ประเทศคู่เจรจาเปิดการค้าบริการด้านการเงินในรูปแบบการให้บริการข้าม พรมแดน (Cross-Border Services) (Mode 1) แก่ธุรกิจไทย o สงวนสิทธิไม่เปิดการค้าบริการด้านการเงินในรูปแบบการให้บริการข้ามพรมแดนให้กับ ประเทศ คู่เจรจา (Mode 1) o เรียกร้องให้ประเทศคู่เจรจาอนุญาตให้ธุรกิจการเงินไทยเข้าไปลงทุนจัดตั้งสำนักงานธุรกิจ สำนักงานสาขา หรือบริษัทลูก (Commercial Presence) ในประเทศคู่เจรจาโดยมีอุปสรรคน้อยที่สุด (Mode 3) o เรียกร้องให้ธุรกิจการเงินไทยเข้าไปถือหุ้นหรือเป็นเจ้าของธุรกิจการเงินในประเทศคู่เจรจา ได้ในสัดส่วนมากกว่า ร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียนโดยมีอุปสรรคน้อยที่สุด (Mode 3) o เรียกร้องให้บุคคลธรรมดาสัญชาติไทยเข้าไปทำงานในตำแหน่งต่าง ๆ ในธุรกิจการเงินหรือ ให้บริการที่เกี่ยวกับธุรกิจการเงินในประเทศคู่เจรจาได้ (Presence of Natural Persons) โดยมีอุปสรรคน้อยที่สุด (Mode 4) 5) แนวทางการเจรจา o ดำเนินการในรูปแบบ Positive List Approach หรือแนวทางจัดทำรายการธุรกิจที่ต้องการผูกพันเปิดเสรี หากไม่ระบุไว้จะไม่ผูกพันการเปิดเสรีให้เป็นแนวทางหลัก โดยควรมีการทบทวนรายการทุก 3 หรือ 5 ปี เพื่อเพิ่มเติมหรือลดทอนรายการที่ผูกพันไว้แล้ว สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย คณะผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะสำคัญ 6 ข้อ ดังนี้ 1. กรอบการเจรจาที่เสนอต่อรัฐสภาควรเปิดโอกาสให้คณะเจรจามีความยืดหยุ่นในการเจรจา โดยไม่เปิดเผยเทคนิคหรือกลยุทธ์ที่สำคัญที่จะใช้เจรจาต่อรองกับคู่เจรจาได้ 2. จากการที่ไทยเป็นสมาชิกอาเซียนและได้ร่วมแถลงการณ์ประกาศเจตนารมณ์กับสมาชิกอาเซียนอื่นที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายในปี 2558 ดังนั้น ไทยจึงควรให้ความสำคัญต่อการเจรจาเปิดเสรีการค้าภาคบริการด้านการเงินภายในกลุ่มอาเซียนเป็นลำดับแรก และใช้อาเซียนเป็นกลุ่มยุทธศาสตร์สำคัญในการเจรจาเปิดเสรีกับประเทศ/กลุ่มประเทศเป้าหมาย ก่อนจะดำเนินการเจรจากับประเทศคู่เจรจาในระดับทวิภาคี ในลักษณะรัฐ-รัฐ 3. ประเทศ/กลุ่มประเทศเป้าหมายที่ควรให้ความสำคัญในการเจรจาเปิดเสรีบริการด้านการเงินระดับพหุภาคี ได้แก่ อาเซียน องค์การการค้าโลก สหภาพยุโรป กลุ่มสภาความร่วมมือแห่งอ่าวเปอร์เซีย (GCC) 4. ประเทศเป้าหมายที่ควรให้ความสำคัญในการเจรจาเปิดเสรีบริการด้านการเงินระดับทวิภาคีในลักษณะ ไทย-คู่เจรจา และ อาเซียน – คู่เจรจา ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และประเทศในแถบเอเชียกลาง 5. คณะผู้เจรจาฝ่ายไทยควรนำหลักการในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและหลักธรรมาภิบาลมาประยุกต์ในการเจรจาจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีภาคบริการด้านการเงินทั้งในขั้นตอนก่อนการเจรจา ระหว่างเจรจา และหลังการเจรจา ดังนี้ 5.1. ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการกำหนดกรอบการเจรจา • การกำหนดกรอบการเจรจาโดยคำนึงถึงความพร้อมหรือศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจการเงินในไทย กล่าวคือ การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี (Self Immunity) • การกำหนดกรอบการเจรจาอย่างสมเหตุสมผลให้มีความเป็นไปได้ในการปฏิบัติจริง (Reasonableness) • การกำหนดกรอบการเจรจาที่ไม่กว้างหรือแคบจนเกินไป โดยคำนึงถึงความพอประมาณ (Moderation) ใน การกำหนดกรอบการเจรจา 5.2. หลักการธรรมภิบาลเพื่อให้คณะเจรจาฝ่ายไทยนำมาประยุกต์ใช้ • ความรับผิดชอบของคณะผู้เจรจาในการจัดทำกรอบการเจรจา (Accountability) • ความโปร่งใส (Transparency) ในการบริหารจัดการเพื่อจัดทำกรอบการเจรจาอย่างเปิดเผยต่อสาธารณชน • การมีส่วนร่วม (Participation) โดยเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียในภาคส่วนต่างๆ ของสังคมมีส่วนร่วมใน การออกความเห็นสำหรับการกำหนดกรอบการเจรจา • การคาดคะเนหรือคาดการณ์ได้ (Predictable) สำหรับผลได้หรือผลเสียที่จะเกิดจากการจัดทำกรอบ การเจรจา 6. การวิจัยต่อยอดโดยเฉพาะการศึกษาเปรียบเทียบผลประโยชน์ (ข้อดี) และผลกระทบเชิงลบ (ข้อเสีย) จากการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีภาคบริการด้านการเงินของไทย ทั้งเพื่อการเปิดเสรีฝ่ายเดียว (Unilateral Liberalization) และการเจรจาเปิดเสรีกับประเทศต่างๆ ควรจะมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม โดยเฉพาะการใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงปริมาณ เพื่อให้ทราบถึงผลได้สุทธิ (Net Gain) ที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ซึ่งจะทำให้กระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายเพื่อเปิดเสรีภาคบริการด้านการเงินของไทยมีความรอบคอบและมีข้อมูลครบถ้วนยิ่งขึ้น

คำสำคัญ

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงธรรมาภิบาลการส่งเสริมGovernancePromotionPhilosophy of Sufficiency EconomyRegulationImmunityการกำกับดูแลFree Trade Agreementการสร้างภูมิคุ้มกันFinancial Services SectorOptimal Negotiating Frameworkกรอบการเจรจาที่เหมาะสมความตกลงเขตการค้าเสรีภาคบริการด้านการเงิน

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

ปัญหากฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับการเปิดเสรีการค้าบริการ สาขาโลจิสติกส์ ภายใต้กรอบความตกลงการค้าบริการของอาเซียน

กรแก้ว ไกรแก้ว มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2557

การแบ่งแยกสัญญาทางปกครองออกจากสัญญาทางแพ่ง : ศึกษากรณีการตีความสัญญาที่จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค

สุวัตถิ์ ไกรสกุล มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ พ.ศ. 2559

Why do economies enter into preferential agreements on trade in services? assessing the potential for negotiated regulatory convergence in Asian services markets

พ.ศ. 2559

การศึกษาแนวทางการพัฒนาสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

สุขุมาลย์ ลัดพลี สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง พ.ศ. 2552

การแสวงหาประโยชน์และโอกาสจากความตกลงการค้าบริการของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Service: AFAS) ภาคธุรกิจ การค้าส่งและค้าปลีก

รุธิร์ พนมยงค์ สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2558

การแสวงหาประโยชน์และโอกาสจากความตกลงการค้าบริการของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Service: AFAS) ในภาคธุรกิจการขนส่งโลจิสติกส์

รุธิร์ พนมยงค์ สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2558

ระบบบริการดูแลแบบประคับประคอง: บริบทภาคกลาง

บัวหลวง สำแดงฤทธิ์ พ.ศ. 2560

ข้อพิจารณาที่รัฐควรคำนึงในการทำสัญญาทางแพ่งกับคู่สัญญาภาคเอกชนเพื่อการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศที่มีประสิทธิภาพ

มัธยะ ยุวมิตร มหาวิทยาลัยบูรพา พ.ศ. 2557

แนวทางในการพัฒนาธนาคารพาณิชย์ไทยเพื่อรองรับการเปิดเสรีการค้าบริการสาขาการเงิน

ยณรงค์ชัย ว่องธนะวิโมกษ์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร พ.ศ. 2554

โครงการ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้า และบทบาทของภาคบริการ

ดวงดาว มหากิจศิริ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2561