กรอบการเจรจาที่เหมาะสมในการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีภาคบริการด้านการเงินของไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ภาคบริการด้านการเงิน (Financial Services Sector) เป็นภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนอย่างกว้างขวาง ทำให้ภาครัฐทั่วโลกมีนโยบายในการกำกับดูแลภาคบริการด้านการเงินเป็นพิเศษ และเมื่อภาคบริการด้านการเงินได้กลายมาเป็นภาคบริการสาขาหนึ่งที่สามารถเปิดเสรีได้ ภายใต้นโยบายการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) เพื่อ ลดอุปสรรคหรือข้อกีดกันทางการค้าบริการระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอุปสรรคจากการกำกับดูแลของภาครัฐ ความจำเป็นต้องกำกับดูแลภาคบริการด้านการเงินเพื่อความมั่นคงกับความต้องการเปิดเสรี จึงทำให้เกิดความขัดแย้งเชิงนโยบายขึ้น ภาครัฐจึงจำเป็นต้องบริหารจัดการและออกแบบนโยบายอย่างเหมาะสมเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเปิดเสรีกับการกำกับดูแลภาคบริการด้านการเงิน การเปิดเสรีการค้าภาคบริการด้านการเงินกับต่างประเทศในทางปฏิบัติมักมีการเจรจาเปิดเสรีในรูปของ “การจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA)” ที่มักประกอบด้วยประเด็นการเจรจาที่สำคัญ 2 ส่วนควบคู่กันไป ได้แก่ การเจรจาด้านตัวบท (Text) หรือกฎเกณฑ์ (Rule) กับการเจรจาในส่วนของการเข้าสู่ตลาด (Market Access) ซึ่งในการเจรจาที่ผ่านมา ประเทศไทยมักประสบปัญหาขาดฐานข้อมูลหรืองานวิจัยที่เพียงพอต่อการวางแผนงานด้านการเจรจาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยเฉพาะขาดการกำหนดกรอบการเจรจาที่เหมาะสมต่อความต้องการและข้อกังวลของประเทศไทย ทั้งในส่วนของการเจรจาเข้าสู่ตลาดและการเจรจาตัวบท ทำให้ตกเป็นฝ่ายตั้งรับในการเจรจาหรือขาดการเจรจาในเชิงรุก ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 มาตรา 190 วรรคสาม ระบุเป็นนัยให้คณะรัฐมนตรีต้องเสนอ “กรอบการเจรจา” ต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบในการไปเจรจาจัดทำหนังสือสัญญาบางประเภท ซึ่งความตกลงเขตการค้าเสรีที่มีการเจรจาภาคบริการด้านการเงินมีนัยเข้าข่ายต้องจัดทำกรอบการเจรจาตามรัฐธรรมนูญด้วย จากปัญหาดังกล่าว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำการศึกษาวิจัยเพื่อตอบคำถามว่า “อะไรคือปัจจัยกำหนดกรอบการเจรจาเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงินของไทย และจะออกแบบกรอบการเจรจาที่เหมาะสมของไทยในการเปิดเสรีภาคบริการด้านการเงินภายใต้ความตกลงการค้าเสรีได้อย่างไร” เพื่อจะได้นำมาใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญในการเจรจาจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีภาคบริการด้านการเงินของไทยกับประเทศต่าง ๆ ต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัยมี 2 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการกำหนดกรอบการเจรจาเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงินของไทย และ (2) เพื่อออกแบบกรอบการเจรจาที่เหมาะสมในการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีภาคบริการด้านการเงินของไทยกับประเทศต่างๆ โดยได้ทบทวนวรรณกรรมด้านแนวคิด ทฤษฎี และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ส่วนวิธีการวิจัยเป็นแบบผสมการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ มีการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งข้อมูล 3 ประเภทหลัก ได้แก่ เอกสาร การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญภาครัฐและภาควิชาการในเชิงลึก และการใช้แบบสอบถามผู้ประกอบอาชีพธุรกิจการเงินภาคเอกชน ซึ่งผลการวิจัยสามารถแยกออกเป็น 2 ส่วนตามวัตถุประสงค์การวิจัย ดังนี้ 1) การวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการกำหนดกรอบการเจรจาเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงินของไทย การวิเคราะห์ในส่วนนี้ใช้วิธีวิจัยจากเอกสารประกอบกับความรู้จากประสบการณ์เจรจาโดยตรงของคณะผู้วิจัย โดยผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการกำหนดกรอบการเจรจาเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงินของประเทศไทยประกอบไปด้วย 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัจจัยที่เกิดจากรัฐธรรมนูญ ปัจจัยที่เกิดจากแนวทางปฏิบัติเชิงเปรียบเทียบ ปัจจัยที่เกิดจากผลการเจรจาจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีภาคบริการด้านการเงินของไทยที่ผ่านมา และปัจจัยที่เกิดจากลักษณะเฉพาะของภาคบริการด้านการเงินในประเทศไทย โดยสองปัจจัยแรกจัดเป็นปัจจัยที่กำหนดกรอบการเจรจาในเชิงรูปแบบ ส่วนอีกสองปัจจัยหลังจัดเป็นปัจจัยที่กำหนดกรอบการเจรจาเชิงเนื้อหา ปัจจัยที่เกิดจากรัฐธรรมนูญ เป็นปัจจัยที่เกิดจากข้อบังคับทางกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 มาตรา 190 วรรคสาม ที่ระบุให้รัฐบาลต้องจัดทำกรอบการเจรจาเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญาบางประเภท ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ภาคบริการด้านการเงินมีความสำคัญต่อการค้า การลงทุน และมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง ทำให้ความตกลงเขตการค้าเสรีที่มีการเจรจาภาคบริการด้านการเงินรวมอยู่ด้วย เข้าข่ายหนังสือสัญญาที่ต้องจัดทำกรอบการเจรจาเพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ปัจจัยที่เกิดจากแนวทางปฏิบัติเชิงเปรียบเทียบ คณะผู้วิจัยได้ศึกษารูปแบบและเนื้อหาของกรอบการเจรจาต่างๆ ที่สำคัญ 3 กรอบ ได้แก่ กรอบการเจรจาภายใต้องค์การการค้าโลก (Negotiating Guideline) กรอบการเจรจาของสหรัฐอเมริกาที่เรียกว่า “Trade Promotion Authority (TPA)” ภายใต้กฎหมายการค้าสหรัฐ และกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีของไทยภายใต้การเจรจาอาเซียน-สหภาพยุโรป ที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา จากการเปรียบเทียบพบว่า ทั้งสามกรอบการเจรจาจะมีองค์ประกอบเชิงรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน โดยประกอบด้วยวัตถุประสงค์ หรือหลักการในการเจรจา และประเด็นหรือขอบเขตในการเจรจา นอกจากนี้ ในกรอบองค์การการค้าโลกยังมีองค์ประกอบด้านแนวทางการเจรจาเพิ่มเติมเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบด้วย ปัจจัยที่เกิดจากผลการเจรจาจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีภาคบริการด้านการเงิน ของไทยที่ผ่านมา พบว่า ณ เดือนสิงหาคม 2552 ประเทศไทยได้เข้าร่วมจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีที่มีการเจรจาภาคบริการด้านการเงินด้วย ในเวทีการเจรจาต่างๆ กล่าวคือ ในระดับพหุภาคี 1 เวที (องค์การการค้าโลก) ระดับภูมิภาค 5 เวที (อาเซียน อาเซียน-จีน อาเซียน-เกาหลีใต้ อาเซียน-ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ และอาเซียน-สหภาพยุโรป) และระดับทวิภาคี 6 เวที (ไทย-ออสเตรเลีย ไทย-นิวซีแลนด์ ไทย-ญี่ปุ่น ไทย-อินเดีย ไทย-สหรัฐฯ และไทย-เอฟต้า) โดยมีสถานะการเจรจาทั้งที่สรุปผลเจรจาและผูกพันแล้ว 5 เวที (องค์การการค้าโลกรอบอุรุกวัย อาเซียน (รอบ 1-4) อาเซียน-จีน อาเซียน-เกาหลีใต้ และไทย-ญี่ปุ่น) สรุปผลเจรจาและรอผูกพัน 1 เวที (อาเซียน-ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์) อยู่ระหว่างเจรจา 3 เวที (องค์การการค้าโลกรอบโดฮา อาเซียน (รอบ 5) และอาเซียน-สหภาพยุโรป) อยู่ระหว่างรอทบทวนการเจรจาใหม่ 2 เวที (ไทย-ออสเตรเลีย และไทย-นิวซีแลนด์) และที่ชะลอการเจรจาออกไปก่อน 3 เวที (ไทย-อินเดีย ไทย-สหรัฐ และไทย-เอฟต้า) ทั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์ถึงเนื้อหาในส่วนของประเด็นการเจรจาด้านตัวบท และการเจรจาด้านการเข้าสู่ตลาด โดยใช้ความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าบริการด้านการเงิน (General Agreement on Trade in Services: GATS) ภายใต้องค์การการค้าโลกเป็นเกณฑ์ จะพบว่า ความตกลงเขตการค้าเสรีในส่วนของภาคบริการด้านการเงินที่ไทยสรุปผลการเจรจาแล้ว มีเนื้อหาในความตกลงด้านตัวบทที่เพิ่มเติมจากความตกลง GATS (GATS Plus) ในความตกลงอาเซียน-เกาหลีใต้ อาเซียน-ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ไทย-ออสเตรเลีย ไทย-นิวซีแลนด์ และไทย-ญี่ปุ่น โดยเนื้อหาที่เพิ่มเติมมักเป็นประเด็นเรื่องการรักษาสิทธิของทางการในการกำกับดูแลเพื่อความมั่นคงของระบบการเงิน การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค การรักษาเสถียรภาพทางการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน ส่วนเนื้อหาในประเด็นการเข้าสู่ตลาด พบว่า มีเพียงเวทีความตกลงภายในอาเซียนเท่านั้นที่มีการผูกพันการเข้าสู่ตลาดให้ประเทศสมาชิกอาเซียนในระดับที่มากกว่า ที่ผูกพันไว้ในองค์การการค้าโลก (WTO Plus) ปัจจัยที่เกิดจากลักษณะเฉพาะของภาคบริการด้านการเงินในประเทศไทย พบว่า บริการด้านการเงินที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาเปิดเสรีจะมีกลุ่มธุรกิจการเงินในประเทศเกี่ยวข้องอยู่ 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจธนาคารพาณิชย์เอกชนและธุรกิจการเงินเอกชนที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-Bank) กลุ่มธุรกิจหลักทรัพย์และจัดการกองทุน และกลุ่มธุรกิจประกันภัย โดยทั้ง 3 กลุ่มจะมีลักษณะทางกฎหมายและลักษณะทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการให้ต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศคล้ายคลึงและแตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่ม กลุ่มธุรกิจธนาคารพาณิชย์เอกชนรวมถึงกลุ่ม Non-bank ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นั้น อำนาจหน้าที่ทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้แก่ พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 58 และแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดให้การเข้ามาประกอบธุรกิจธนาคารและ Non-bank ดังกล่าวในประเทศไทยจะต้องได้รับใบอนุญาต นอกจากนี้ ยังกำหนดเงื่อนไขจำกัดการถือหุ้นต่างชาติและจำนวนกรรมการต่างชาติในธนาคารพาณิชย์ไทยด้วย ทั้งนี้ ลักษณะทางธุรกิจของกลุ่มธุรกิจธนาคารพาณิชย์เอกชนปัจจุบันมีธนาคารพาณิชย์ไทยอยู่ 17 แห่ง และธนาคารต่างประเทศ 16 แห่ง (รวมบริษัทลูกของธนาคารต่างประเทศ 1 แห่ง) โดยมีขนาดของธุรกิจวัดจากสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ไทยเติบโตในอัตราที่สูงกว่าธนาคารต่างประเทศค่อนข้างมาก ส่วนกลุ่มธุรกิจ Non-Bank โดยเฉพาะธุรกิจบัตรเครดิตจะมีผู้ให้บริการทั้งธนาคารพาณิชย์ไทย ธนาคารต่างประเทศ และบริษัทบัตรเครดิตโดยตรงจำนวน 12 แห่ง โดยการเติบโตวัดจากส่วนแบ่งตลาดสินเชื่อบัตรเครดิต พบว่าบริษัทบัตรเครดิตมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุด รองลงมาคือธนาคารพาณิชย์ไทย และธนาคารต่างประเทศ ตามลำดับ กลุ่มธุรกิจหลักทรัพย์และจัดการกองทุนจะมีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นหน่วยงานกำกับดูแลหลัก โดยมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งพระราชบัญญัตินี้ไม่มีการกำหนดเงื่อนไขการเข้ามาถือหุ้นของต่างชาติในบริษัทหลักทรัพย์ประเภทต่างๆ แต่จะมีการจำกัดในกฎหมายอื่น โดยเฉพาะพระราชบัญญัติการเข้ามาประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 สำหรับลักษณะทางธุรกิจ พบว่า ในธุรกิจหลักทรัพย์ไทยจำนวน 39 แห่งจะมีส่วนแบ่งตลาดแต่ละรายไม่เกินร้อยละ10 โดยจะมีต่างชาติถือหุ้นเกินร้อยละ 50 อยู่ 14 แห่ง สะท้อนให้เห็นโครงสร้างตลาดที่ค่อนข้างมีการแข่งขันกันสูง และเปิดโอกาสให้ต่างชาติมีส่วนร่วมมาก ส่วนธุรกิจจัดการกองทุนจะมีผู้ให้บริการทั้งธนาคารพาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกันภัย และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)โดยตรงจำนวน 23 แห่ง โดยใน บลจ. 7 แห่งมีต่างชาติถือหุ้นเกินร้อยละ 50 และส่วนแบ่งตลาดในธุรกิจที่เป็นของต่างชาติมีเพียง ร้อยละ 11 ที่เหลือเป็นของบริษัทไทย ส่วนกลุ่มธุรกิจประกันภัยจะมีสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เป็นหน่วยงานกำกับดูแลหลัก ภายใต้อำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยลักษณะทางกฎหมายของธุรกิจประกันภัยจะคล้ายคลึงกับธุรกิจธนาคารพาณิชย์ กล่าวคือ การเข้ามาประกอบธุรกิจประกันภัยต้องได้รับใบอนุญาต การถือหุ้นของต่างชาติและกรรมการชาวต่างชาติต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ส่วนลักษณะทางธุรกิจ พบว่าธุรกิจประกันชีวิตจะมีสัดส่วนการเติบโตทางธุรกิจวัดจากเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงสูงกว่าธุรกิจประกันวินาศภัย โดยธุรกิจประกันชีวิต 24 แห่ง มีสาขาบริษัทต่างชาติอยู่ 1 แห่ง แต่มีส่วนแบ่งตลาดสูงกว่าบริษัทประกันชีวิตของไทยมาก ส่วนธุรกิจประกันวินาศภัย 72 แห่ง มีผู้ร่วมทุนต่างชาติอยู่ 28 แห่ง และสาขาของบริษัทต่างประเทศ 5 แห่ง โดยมี ส่วนแบ่งตลาดทั้งบริษัทไทยกับต่างชาติค่อนข้างกระจายและไม่แตกต่างกันมากนัก ทั้งนี้ เมื่อประเมินทั้งระบบธุรกิจประกันภัยทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัยแล้วพบว่า ธุรกิจประกันภัยของไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงกว่าธุรกิจประกันภัยที่มีต่างชาติถือหุ้นแต่ไม่ต่างกันมากนัก ปัจจัยกำหนดกรอบการเจรจาทั้ง 4 ปัจจัยสามารถใช้เพื่อสนับสนุนการออกแบบแนวคำถามเพื่อการสัมภาษณ์และคำถามในแบบสอบถาม โดยรัฐธรรมนูญไทยเป็นปัจจัยเชิงรูปแบบที่ทำให้ต้องมีการจัดทำกรอบการเจรจา แนวทางปฏิบัติเชิงเปรียบเทียบทั้ง 3 ตัวอย่าง ทำให้ตั้งคำถามในเรื่องของการกำหนดกรอบเจรจาในโครงสร้างหรือองค์ประกอบ ส่วนผลการเจรจาที่ผ่านมาเป็นปัจจัยที่นำไปสู่การ ตั้งคำถามเกี่ยวกับประเด็นการเจรจาเชิงเนื้อหาทั้งในส่วนของตัวบทและส่วนของการเข้าสู่ตลาด และลักษณะเฉพาะของภาคบริการด้านการเงินในไทยเป็นปัจจัยที่นำไปสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับกลุ่มธุรกิจการเงินในไทยที่จะเปิดเสรี 2) การออกแบบกรอบการเจรจาที่เหมาะสมในการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีภาคบริการด้านการเงินของไทยกับประเทศต่างๆ การวิจัยในส่วนนี้เริ่มต้นจากการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก และการใช้แบบสอบถาม เพื่อค้นหากรอบการเจรจาที่เหมาะสมจากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญภาครัฐ นักวิชาการ และผู้ประกอบอาชีพธุรกิจการเงินในประเทศไทย คณะผู้วิจัยได้ทำการสัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อสอบถามความคิดเห็นในการจัดทำกรอบการเจรจาที่เหมาะสม โดยทำการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเจรจาจำนวน 4 ราย ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และผู้เชี่ยวชาญจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และยังสัมภาษณ์นักวิชาการจากสถาบันต่างๆ อีกจำนวน 4 ราย ได้แก่ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และนักวิชาการอิสระด้านการเงินการธนาคาร สำหรับผลการสำรวจความคิดเห็นโดยใช้แบบสอบถาม กลุ่มประชากรในที่นี้ได้แก่ผู้ประกอบอาชีพธุรกิจการเงินภาคเอกชนในประเทศไทยจาก 7 ประเภทธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไทย ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ ธุรกิจบัตรเครดิต ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ธุรกิจประกันชีวิต และธุรกิจประกันวินาศภัย รวมทั้งสิ้น 203 แห่ง โดยได้ส่งแบบสอบถามไปตามบริษัทผู้ประกอบธุรกิจทุกแห่ง ตอบกลับมา 98 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 48.3 ของกลุ่มประชากร ใช้สถิติเชิงพรรณนาในการวิเคราะห์ ทั้งนี้แนวคำถามสัมภาษณ์และแบบสอบถามได้แบ่งการสอบถามความคิดเห็นออกเป็น 8 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ความคิดเห็นต่อความหมายและองค์ประกอบของกรอบการเจรจา ความคิดเห็นต่อประเทศที่ไทยควรเจรจาจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีภาคบริการด้านการเงิน ความคิดเห็นต่อการเปิดเสรีในแต่ละสาขาธุรกิจย่อยในธุรกิจการเงิน ความคิดเห็นต่อวัตถุประสงค์ของการเจรจา ความคิดเห็นต่อประเด็นการเจรจา ความคิดเห็นต่อแนวทางการเจรจา ความคิดเห็นต่อการประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการจัดทำกรอบการเจรจา และความคิดเห็นต่อการประยุกต์ ใช้หลักธรรมาภิบาลในการจัดทำกรอบการเจรจา จากการสำรวจพบว่า ความคิดเห็นจากภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชน มีทั้งที่คล้ายคลึงและแตกต่างกัน ซึ่งคณะผู้วิจัยได้นำมาออกแบบเป็นกรอบการเจรจาที่เหมาะสมในการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีภาคบริการด้านการเงินของไทยกับประเทศต่างๆ โดยเห็นว่า กรอบการเจรจาที่เหมาะสมฯ ควรมีโครงสร้างในแต่ละเรื่องดังต่อไปนี้ 1) สาขาธุรกิจย่อยที่ควรหยิบยกมาเจรจาเพื่อเปิดเสรีในระดับที่เพิ่มขึ้น o ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ o ธุรกิจประกันชีวิต o ธุรกิจประกันวินาศภัย o ธุรกิจหลักทรัพย์ o ธุรกิจหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม o ธุรกิจบัตรเครดิต 2) วัตถุประสงค์การเจรจา o เพื่อพัฒนาการแข่งขันในภาคบริการด้านการเงินในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพและมีขีด ความสามารถในการแข่งขัน o เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้บริโภคของไทยได้รับบริการด้านการเงินที่เพิ่มมากขึ้น มีความหลากหลาย และมีคุณภาพ o เพื่อพัฒนาระบบการกำกับดูแลภาคบริการด้านการเงินในประเทศไทย โดยคำนึงถึงสิทธิของ ทางการในการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้ายและการใช้มาตรการเพื่อความมั่นคงในระบบการเงิน o เพื่อลดอุปสรรคหรือข้อกีดกันทางธุรกิจบริการด้านการเงินในประเทศคู่เจรจา o เพื่อส่งเสริมโอกาสในการเข้าสู่ตลาดบริการด้านการเงินในประเทศคู่เจรจา 3) เป้าหมายและจุดยืนในการเจรจา o เจรจาให้ได้ประโยชน์ในภาพรวมสูงสุดกับประเทศ o คำนึงถึงระดับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและความพร้อมของกฎหมายภายใน o มีระยะเวลาให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการปรับตัว o ตั้งอยู่บนหลักการพัฒนาประเทศแบบยั่งยืน 4) ประเด็นเจรจาที่ควรครอบคลุม 4.1) ประเด็นเจรจาด้านตัวบท (Text) o ให้มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นต่อการประกอบธุรกิจทางการเงิน (Information Disclosure) โดยยกเว้นไม่เปิดเผยหากเป็นข้อมูลความลับด้านการเงินส่วนบุคคลของลูกค้า o ให้มีความโปร่งใสในการบริหารงานด้านกำกับดูแลของทางการ (Transparency and Administration of Certain Measures) o ให้มีการสงวนสิทธิของทางการในการออกมาตรการใดๆในการกำกับดูแลเพื่อความมั่นคง และเสถียรภาพในระบบการเงิน (Measures for Prudential and Stability of Financial System) o ให้มีการสงวนสิทธิของทางการในการออกมาตรการใด ๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพของอัตรา แลกเปลี่ยน (Measures for Stability of Exchange Rate) o ให้ได้สิทธิประโยชน์ที่เท่าเทียมในรูปแบบการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติ (National Treatment) o เจรจาเรื่องบริการด้านการเงินใหม่ๆ (New Financial Services) โดยคำนึงถึงสิทธิของทางการ ในการกำกับดูแล 4.2) ประเด็นเจรจาด้านการเข้าสู่ตลาด (Market Access) o เรียกร้องให้ประเทศคู่เจรจาเปิดการค้าบริการด้านการเงินในรูปแบบการให้บริการข้าม พรมแดน (Cross-Border Services) (Mode 1) แก่ธุรกิจไทย o สงวนสิทธิไม่เปิดการค้าบริการด้านการเงินในรูปแบบการให้บริการข้ามพรมแดนให้กับ ประเทศ คู่เจรจา (Mode 1) o เรียกร้องให้ประเทศคู่เจรจาอนุญาตให้ธุรกิจการเงินไทยเข้าไปลงทุนจัดตั้งสำนักงานธุรกิจ สำนักงานสาขา หรือบริษัทลูก (Commercial Presence) ในประเทศคู่เจรจาโดยมีอุปสรรคน้อยที่สุด (Mode 3) o เรียกร้องให้ธุรกิจการเงินไทยเข้าไปถือหุ้นหรือเป็นเจ้าของธุรกิจการเงินในประเทศคู่เจรจา ได้ในสัดส่วนมากกว่า ร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียนโดยมีอุปสรรคน้อยที่สุด (Mode 3) o เรียกร้องให้บุคคลธรรมดาสัญชาติไทยเข้าไปทำงานในตำแหน่งต่าง ๆ ในธุรกิจการเงินหรือ ให้บริการที่เกี่ยวกับธุรกิจการเงินในประเทศคู่เจรจาได้ (Presence of Natural Persons) โดยมีอุปสรรคน้อยที่สุด (Mode 4) 5) แนวทางการเจรจา o ดำเนินการในรูปแบบ Positive List Approach หรือแนวทางจัดทำรายการธุรกิจที่ต้องการผูกพันเปิดเสรี หากไม่ระบุไว้จะไม่ผูกพันการเปิดเสรีให้เป็นแนวทางหลัก โดยควรมีการทบทวนรายการทุก 3 หรือ 5 ปี เพื่อเพิ่มเติมหรือลดทอนรายการที่ผูกพันไว้แล้ว สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย คณะผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะสำคัญ 6 ข้อ ดังนี้ 1. กรอบการเจรจาที่เสนอต่อรัฐสภาควรเปิดโอกาสให้คณะเจรจามีความยืดหยุ่นในการเจรจา โดยไม่เปิดเผยเทคนิคหรือกลยุทธ์ที่สำคัญที่จะใช้เจรจาต่อรองกับคู่เจรจาได้ 2. จากการที่ไทยเป็นสมาชิกอาเซียนและได้ร่วมแถลงการณ์ประกาศเจตนารมณ์กับสมาชิกอาเซียนอื่นที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายในปี 2558 ดังนั้น ไทยจึงควรให้ความสำคัญต่อการเจรจาเปิดเสรีการค้าภาคบริการด้านการเงินภายในกลุ่มอาเซียนเป็นลำดับแรก และใช้อาเซียนเป็นกลุ่มยุทธศาสตร์สำคัญในการเจรจาเปิดเสรีกับประเทศ/กลุ่มประเทศเป้าหมาย ก่อนจะดำเนินการเจรจากับประเทศคู่เจรจาในระดับทวิภาคี ในลักษณะรัฐ-รัฐ 3. ประเทศ/กลุ่มประเทศเป้าหมายที่ควรให้ความสำคัญในการเจรจาเปิดเสรีบริการด้านการเงินระดับพหุภาคี ได้แก่ อาเซียน องค์การการค้าโลก สหภาพยุโรป กลุ่มสภาความร่วมมือแห่งอ่าวเปอร์เซีย (GCC) 4. ประเทศเป้าหมายที่ควรให้ความสำคัญในการเจรจาเปิดเสรีบริการด้านการเงินระดับทวิภาคีในลักษณะ ไทย-คู่เจรจา และ อาเซียน – คู่เจรจา ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และประเทศในแถบเอเชียกลาง 5. คณะผู้เจรจาฝ่ายไทยควรนำหลักการในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและหลักธรรมาภิบาลมาประยุกต์ในการเจรจาจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีภาคบริการด้านการเงินทั้งในขั้นตอนก่อนการเจรจา ระหว่างเจรจา และหลังการเจรจา ดังนี้ 5.1. ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการกำหนดกรอบการเจรจา • การกำหนดกรอบการเจรจาโดยคำนึงถึงความพร้อมหรือศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจการเงินในไทย กล่าวคือ การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี (Self Immunity) • การกำหนดกรอบการเจรจาอย่างสมเหตุสมผลให้มีความเป็นไปได้ในการปฏิบัติจริง (Reasonableness) • การกำหนดกรอบการเจรจาที่ไม่กว้างหรือแคบจนเกินไป โดยคำนึงถึงความพอประมาณ (Moderation) ใน การกำหนดกรอบการเจรจา 5.2. หลักการธรรมภิบาลเพื่อให้คณะเจรจาฝ่ายไทยนำมาประยุกต์ใช้ • ความรับผิดชอบของคณะผู้เจรจาในการจัดทำกรอบการเจรจา (Accountability) • ความโปร่งใส (Transparency) ในการบริหารจัดการเพื่อจัดทำกรอบการเจรจาอย่างเปิดเผยต่อสาธารณชน • การมีส่วนร่วม (Participation) โดยเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียในภาคส่วนต่างๆ ของสังคมมีส่วนร่วมใน การออกความเห็นสำหรับการกำหนดกรอบการเจรจา • การคาดคะเนหรือคาดการณ์ได้ (Predictable) สำหรับผลได้หรือผลเสียที่จะเกิดจากการจัดทำกรอบ การเจรจา 6. การวิจัยต่อยอดโดยเฉพาะการศึกษาเปรียบเทียบผลประโยชน์ (ข้อดี) และผลกระทบเชิงลบ (ข้อเสีย) จากการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีภาคบริการด้านการเงินของไทย ทั้งเพื่อการเปิดเสรีฝ่ายเดียว (Unilateral Liberalization) และการเจรจาเปิดเสรีกับประเทศต่างๆ ควรจะมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม โดยเฉพาะการใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงปริมาณ เพื่อให้ทราบถึงผลได้สุทธิ (Net Gain) ที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ซึ่งจะทำให้กระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายเพื่อเปิดเสรีภาคบริการด้านการเงินของไทยมีความรอบคอบและมีข้อมูลครบถ้วนยิ่งขึ้น