กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินรูปแบบสมรรถนะในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ กรณีศึกษาเขตพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออก 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง การดำเนินงานมี 2 ขั้นตอน คือ 1) การพัฒนาและสร้างรูปแบบสมรรถนะ จากผู้เชี่ยวชาญ 17 คน ด้วยเทคนิคสนทนากลุ่ม 2) รูปแบบของการประเมินสมรรถนะ ด้วยการสนทนากลุ่ม (Focus Group) จากผู้เชี่ยวชาญ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และจัดลำดับความสำคัญ ซึ่งผลการวิจัยการพัฒนารูปแบบสมรรถนะ พบว่ารูปแบบส่วนประกอบสมรรถนะมี 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านความรู้ 2) ด้านทักษะ และการปฏิบัติ และ 3) ด้านคุณลักษณะ มีความเหมาะสมและเป็นไปได้ในการปฏิบัติ โดยมีรูปแบบสมรรถนะเหมือนกับรูปแบบสมรรถนะที่สร้างขึ้นตามมาตรฐานตัวชี้วัด KPA จากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ สมรรถนะด้านความรู้ (K) คือ ความรู้พื้นฐานของบุคคลในด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ที่ต้องใช้ความรู้ในการวางแผนและควบคุมระบบการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ความรู้ในด้านการออกแบบทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ความรู้ในการซ่อมบำรุง ความรู้เรื่องเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ด้านยานยนต์ไฟฟ้า ความรู้เรื่องมาตรฐานการควบคุมคุณภาพในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ความรู้เพื่อทำการวิจัยและพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า ความรู้ในด้านของการจัดการสิ่งแวดล้อมความปลอดภัยซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการทำงานอุตสาหกรรม และความรู้ในด้านของการใช้เทคโนโลยี ทักษะด้านภาษาต่างประเทศเพื่อนำมาพัฒนาในส่วนต่าง ๆ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า สมรรถนะด้านทักษะ (P) คือ ทักษะพื้นฐานของบุคคลในสถานประกอบหรืออาชีพของตน เพื่อนำไปวางแผนและควบคุมการผลิตให้ได้มาตรฐาน การออกแบบเพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ในขณะที่ปฏิบัติหรือผลิต ทักษะในการใช้เครื่องมืออย่างปลอดภัย ทักษะในการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทักษะการบำรุงรักษาเครื่องมือและอุปกรณ์ รวมไปถึงทักษะในการใช้เทคโนโลยี ภาษาต่างประเทศ และสมรรถนะด้านคุณลักษณะ (A) คือคุณลักษณะของบุคคลในสถานประกอบการหรืออุตสาหกรรม เช่น ขยัน ซื่อสัตย์ พัฒนาตนเอง เป็นมิตรกับผู้อื่น ตรงต่อเวลา มีความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนาต่อยอดงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 1 — 1. Basic principles observed and reported
ได้กลุ่มพันธมิตรเพิ่มเติมจากภาคเอกชนสถานประกอบการ มหาวิทยาลัยในพื้นที่ และเครือข่ายภาคอุตสาหกรรมในการขับเคลื่อนโครงการร่วมกัน
การที่กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏได้มีเครือข่ายระหว่างกันที่38แห่งมีความสัมพันธ์กันในการพัฒนาขับเคลื่อนในการการบริการทางวิชาการที่หลากหลายและมีบุคลากรทางการศึกษาที่พร้อมจะบุรณาการในองค์ความรู้ทางวิชาการร่วมกัน
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 1 — 1. identifying problem and identifying societal readiness
หากพิจารณาถึงระดับนวัตกรรมของไทยกับนานาประเทศ พบว่าไทยมีระดับนวัตกรรมอยู่ในระดับ ปานกลางเท่านั้น ซึ่งจากดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index: GII) จัดทำโดยองค์กรทรัพย์สินทาง ปัญญาโลก (Intellectual Property Organization: WIPO) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร พบว่า จากการจัด อันดับ 128 ประเทศทั่วโลกใน พ.ศ. 2559 นั้น สวิสเซอร์แลนด์อยู่ในอันดับที่ 1 มี 66.3 คะแนน โดยไทยได้รับ การจัดอยู่ในอันดับที่ 52 มี 36.5 คะแนน ขณะที่คู่แข่งสำคัญในอาเซียน ได้แก่ สิงคโปร์อยู่ในอันดับที่ 6 มี 59.2 คะแนน มาเลเซียอยู่ในอันดับที่ 35 มี 43.3 คะแนน เวียดนามอันดับที่ 59 มี 35.4 คะแนน และอินโดนีเซีย อันดับที่ 88 มี 29.1 คะแนน แสดงให้เห็นว่า ไทยยังมีระดับนวัตกรรมที่เป็นรองสิงคโปร์และมาเลเซียซึ่งเป็น คู่แข่งในภูมิภาคเดียวกันอยู่พอสมควร และยังอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับเวียดนามที่กำลังขยับขึ้นมาเทียบเคียง ด้วยสภาพของการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยที่ผ่านมามีข้อจำกัดอยู่หลายประการ แม้จะมีความพยายามส่งเสริมทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศเป็นลำดับก็ตาม แต่ก็ยังไม่ เพียงพอที่จะยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่ภาคการผลิตและอุตสาหกรรมได้ เนื่องจากความไม่พร้อมของ ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในหลายด้าน และการขาดสภาพแวดล้อมและต้องโครงสร้างพื้นฐานที่ เหมาะสมในการผลักดันผลงานวิจัยไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ทั้งในแง่ของการเชื่อมโยงผลงานวิจัยสู่การผลิต อย่างยั่งยืน การมีอยู่อย่างกระจัดกระจายของหน่วยงานวิจัยและพัฒนาแต่ขาดความเชื่อมโยงถึงกัน ตลอดจน ผู้ประกอบการยังขาดค่านิยมของการวิจัยและพัฒนา โดยเน้นการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ จึงทำให้ ผลงานวิจัยที่ผลิตออกมาไม่สามารถสร้างประโยชน์หรือผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจได้เท่าที่ควร หรือเรียกว่าเป็น การตกไปในหุบเหวมรณะ (Valley of Death) ซึ่งเป็นลักษณะของประเทศที่มีผลงานวิจัยและพัฒนา แต่กลับ ไม่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวประเทศจึงจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการ ขยายผลงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์ และมีกลไกเชื่อมโยงการทำงานระหว่างภาคอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และภาครัฐให้เกิดการทำงานร่วมกันเพื่อปิดช่องว่าง (Gap) ระหว่างการวิจัยและพัฒนาและการ ผลิตเชิงอุตสาหกรรม ดังนั้น การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมนั้นจะประสบ ความสำเร็จมิได้หากขาดความพร้อมทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตั้งแต่ระดับการวิจัยและพัฒนาจนถึงการต่อยอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปสู่การผลิตจริงในเชิงพาณิชย์ โดยต้องมีความพร้อมในด้านต่าง ๆ โดยการจัดรูปแบบของหลักสูตร ระบบการเรียนการสอน สิ่งสนับสนุนต่างๆ ได้แก่ (1) โครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เพียงพอและมีคุณภาพ ได้แก่ ห้องปฏิบัติการ สนามทดลอง ศูนย์วิเคราะห์ทดสอบ โรงงานต้นแบบและโรงงานสาธิต และศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจเริ่มต้นที่เน้น เทคโนโลยี (2) แหล่งวิจัยและนวัตกรรมที่มีระบบนิเวศที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา/สถาบันวิจัย และภาครัฐ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ (3) กลไกเชื่อมโยงการทำงานระหว่าง ภาคอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และภาครัฐให้เกิดการ ทำงานร่วมกันสำหรับปิดช่องว่าง (Gap) ระหว่างการวิจัยและพัฒนาและการผลิตเชิงอุตสาหกรรม
สภาพในปัจจุบันของประเทศไทยนั้นมีการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบชะลอตัวและอยู่ในระดับต่ำ โดยมี ปัจจัยสำคัญจากการพึ่งพาต่างประเทศสูงทั้งด้านการค้า การลงทุน และเทคโนโลยี จึงทำให้ความผันผวนของ เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญ อาทิ สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ส่งผลกระทบ ต่อสภาวะเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนในไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในอีกด้านหนึ่งไทยต้องเผชิญคู่แข่งขัน จากประเทศที่มีต้นทุนแรงงานที่ต่ำกว่า อาทิ จีน รวมถึงประเทศในภูมิภาคอาเซียนด้วยกัน ได้แก่ อินโดนีเซีย และเวียดนาม ทำให้ไทยสูญเสียความได้เปรียบจากการใช้ปัจจัยการผลิตแบบแรงงานเข้มข้น (Labor Intensive) ในการแข่งขันไป ดังนั้น ไทยจึงจำเป็นต้องยกระดับประเทศไปสู่การผลิตและบริการในระดับที่ สูงขึ้น ขณะเดียวกันรายได้ประชากรของไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper Middle Income) ตามเกณฑ์ของธนาคารโลกหรือมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปี(GNI per Capita) ตั้งแต่ 4,125 เหรียญ สหรัฐฯ แต่ไม่เกิน 12,736 เหรียญสหรัฐฯ และจากข้อมูลล่าสุดใน พ.ศ. 2559 ไทยมีรายได้เฉลี่ยประชากรต่อ คนต่อปี จำนวน 5,720 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1.7 แสนบาทต่อคนต่อปีและหากไทยต้องการเป็น ประเทศที่พัฒนาแล้วนั้น ต้องมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีมากกว่า 12,736 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 4.5 แสนบาท โดยประมาณ ซึ่งหากประเทศยังคงใช้กระบวนการผลิต โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยีในระดับเดียวกับที่ เป็นอยู่อย่างปัจจุบันนี้ คงต้องใช้ระยะเวลาอีกยาวนานในการหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) เพื่อยกระดับสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง (High Income) ทั้งนี้ ทิศทางการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพื่อการก้าวพ้นจากประเทศรายได้ ปานกลางสู่ประเทศรายได้สูงนั้น ไม่สามารถใช้วิธีการผลิตในปริมาณมากด้วยแรงงานต้นทุนต่ำแบบเดิมได้แต่ ต้องปรับสู่การยกระดับการผลิตสินค้าและบริการที่เน้นการใช้ทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม และทุนมนุษย์ มากขึ้น ดังนั้นประเทศจึงต้องมีการลงทุนด้านนวัตกรรมและทุนมนุษย์ที่สูงขึ้น 1 เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่สินค้าและ บริการตั้งแต่ระดับต้นทางถึงปลายทาง เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลาย ทั้งแบบทั่วไปและแบบ เฉพาะเจาะจง ปัจเจกบุคคลและองค์กร ครอบคลุมมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนรองรับ ความต้องการทั้งภายในประเทศและต่างประเทศได้เสมือนเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าของโลก (Global Value Chain) การดำเนินการข้างต้นจำเป็นต้องสร้างองค์ความรู้และพัฒนาบุคลากรทุกระดับที่เป็นฐานสำคัญในการ สนับสนุน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายได้แก่ ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ยานยนต์สมัยใหม่ เทคโนโลยีชีวภาพ รวมถึงการยกระดับชุมชน รวมถึงกลุ่ม วิสาหกิจเริ่มต้น วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และกำลังคนความรู้ สูง จำเป็นต้องมีแผนการพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพตั้งแต่ต้นทาง ผู้ผลิตวัตถุดิบ พัฒนาวัตถุดิบ กลางทาง การ แปรรูปเพิ่มมูลค่า และปลายทาง การพัฒนาคนสู่ธุรกิจ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ให้เชื่อมโยงกันตามห่วง โซ่คุณค่าต้นทาง กลางทาง ปลายทาง ตามแนวทางประชารัฐแบบบูรณาการ และความต้องการของ ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการดำเนินงานที่สนับสนุนการผลิตสมัยใหม่และอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าสูงด้วย เทคโนโลยีและนวัตกรรม ภายใต้กรอบแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals, SDGs) มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ เป็นมหาวิทยาลัยของท้องถิ่นที่ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และเปิดให้บริการการจัดการเรียนการสอนในหลายศาสตร์ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีในการที่บุคลากรคณาจารย์มหาวิทยาลัยจะได้ปรับตัวในการขับเคลื่อนการจัดการเรียนการสอนเพื่อตอบสนองการรองรับในการพัฒนาคนเพื่อเข้าสู้พื้นที่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยการสร้างหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การสร้างเครือข่ายกับหน่วยงานภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบูรณาการการออกแบบหลักสูตรและจัดการเรียนการสอนเพื่อต่อยอดและพัฒนาสมรรถนะและทักษะเพื่อให้สามารถสนับสนุนในการรองรับการขับเคลื่อนการพัฒนาตามนโยบายของรัฐบาล