การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตของสังคมผู้สูงวัยกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคเหนือตอนบน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตของสังคมผู้สูงวัยกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคเหนือตอนบน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการในการเรียนรู้ตลอดชีวิตของสังคมผู้สูงวัยกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคเหนือตอนบน 2) พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตของสังคมผู้สูงวัยกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคเหนือตอนบน และ3) เสนอทิศทางการพัฒนานโยบายการจัดตั้งสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ใช้ระเบียบวิธีวิทยาการวิจัยแบบผสมวิธี กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย 1) ผู้สูงอายุกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคเหนือตอนบน 5 ชนเผ่า ประกอบด้วย กะเหรี่ยง ม้ง ลาหู่ ลีซอ และลัวะ ชนเผ่าละ 30 คน รวม 150 คน 2) ผู้เชี่ยวชาญที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุกลุ่มชาติพันธุ์ จำนวน 25 คน และ 3) ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ประเด็นการสนทนากลุ่ม แบบสอบถาม และแบบประเมินเพื่อตรวจสอบและยืนยันรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและการบรรยายเชิงพรรณนา ผลการวิจัย สรุปได้ดังนี้1. สภาพปัจจุบันปัญหาและความต้องการในการเรียนรู้ตลอดชีวิตของสังคมผู้สูงวัยกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคเหนือตอนบน พบว่า ชนเผ่ากะเหรี่ยง ม้ง ลาหู่ มูเซอ และลัวะ ส่วนใหญ่มีการดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายและพอเพียงตามวิถีชนของแต่ละเผ่า ซึ่งยังคงปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมด้วยความเชื่อ ความศรัทธา และความภาคภูมิใจในความเป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของชนเผ่าตนเอง เมื่อเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย พบว่าส่วนใหญ่ประสบปัญหา 1) ด้านสุขภาพร่างกายเจ็บป่วยไม่ได้รับความสะดวกในการตรวจดูแลรักษาจากโรงพยาบาลในชุมชนเท่าที่ควร 2) ด้านสวัสดิการและความมั่นคงของชีวิต พบว่าเบี้ยยังชีพไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ไม่มีเอกสารสิทธิ์ในการใช้ที่ดินเพื่ออยู่อาศัยและทำมาหากิน และต้องปรับตัวยอมรับสิ่งใหม่ในสังคมที่เปลี่ยนแปลง สำหรับความต้องการในการเรียนรู้ตลอดชีวิตนั้น พบว่า ส่วนใหญ่ต้องการดูแลรักษาสุขภาพกาย และสุขภาพจิตด้วยตนเอง มีภาวะโภชนาการที่ถูกหลักอนามัย ได้รับบริการตรวจสุขภาพประจำปีฟรี มีการเยี่ยมบ้านเพื่อช่วยดูแลความปลอดภัยในหมู่บ้าน ได้รับสวัสดิการและสิทธิประโยชน์จากรัฐเพิ่มขึ้น ต้องการช่วยเหลือตนเองและครอบครัวให้มีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในสังคมปัจจุบัน ตลอดจนต้องการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมที่เป็นภูมิปัญญาอัตลักษณ์ของแต่ละชนเผ่าเพื่อส่งต่อให้เยาวชนรุ่นหลังได้สืบทอด2. รูปแบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตของสังคมผู้สูงวัยกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคเหนือตอนบน ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ 1) การดูแลรักษาสุขภาพอนามัย 2) สวัสดิการและความมั่นคงของชีวิต และ 3) การอยู่ร่วมกันในสังคมกลุ่มชาติพันธุ์ ในแต่ละด้าน มีรายละเอียดเกี่ยวกับเนื้อหา วิธีการเรียนรู้ และสื่อประกอบการเรียนรู้ โดยผ่านการประเมินและตรวจสอบรูปแบบจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมีความคิดเห็นสอดคล้องกัน ในด้านความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความถูกต้อง และการนำไปใช้ประโยชน์ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตของสังคมผู้สูงวัยกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคเหนือตอนบน3. ทิศทางการพัฒนานโยบายการจัดตั้งสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ที่จะตอบสนองยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยระยะ 5 ปี (พ.ศ.2564-2568) ประกอบด้วย 1) ควรกำหนดให้เป็น วาระแห่งมหาวิทยาลัย เรื่องการจัดตั้งสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ เนื่องจากมีจุดแข็งและโอกาสด้านความพร้อมของบุคลากรและอาคารสถานที่ มีหลักสูตรที่เป็นสหวิทยาการเป็นที่ยอมรับและมีชื่อเสียง รวมทั้งมีเครือข่ายในพื้นที่สามารถเชื่อมโยงในการทำงานได้ดี ตลอดจนรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่เด่นชัด แต่ยังมีจุดอ่อนและอุปสรรค อาทิ การสรรหาบุคลากรเฉพาะด้านที่มีความเต็มใจและการได้รับจัดสรรงบประมาณจากภาครัฐที่ไม่เพียงพอต่อการดำเนินงาน 2) ควรใช้พื้นที่ศูนย์แม่สา อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เพื่อจัดตั้งเป็นศูนย์ฝึกอบรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ โดยมีหลักสูตรระยะสั้นเพื่อให้ผู้สูงอายุได้เข้ามาร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ตามความต้องการและความสนใจโดยกำหนดให้เป็นแหล่งฝึกงานบริการวิชาการสำหรับอาจารย์และนักศึกษา เนื่องจากมีทำเลที่ตั้งเหมาะสมสามารถประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เป็นอย่างดี 3) ควรสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อร่วมขับเคลื่อนการจัดการศึกษาให้ผู้สูงอายุในลักษณะ สุขภาวะองค์รวม และ4) ควรใช้แนวการบริหารจัดการร่วมกันในลักษณะศาสตร์สัมพันธ์และศาสตร์บูรณาการแบบข้ามศาสตร์ของหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะศูนย์ศึกษาศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นและสำนักศิลปะและวัฒนธรรม คำสำคัญ : รูปแบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต สังคมผู้สูงวัย กลุ่มชาติพันธุ์