กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
กล้วยไม้กุหลาบกระเป๋าปิด (Aerides odorata Lour.) เป็นกล้วยไม้ป่าที่พบในประเทศไทย ปัจจุบันถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ดังนั้นการเก็บรักษาพันธุ์กล้วยไม้ชนิดนี้โดยวิธีการเก็บรักษาในไนโตรเจนเหลว จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้กุหลาบกระเป๋าปิดในระยะยาว การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาปัจจัยที่เหมาะสมสำหรับการเพาะเมล็ดกล้วยไม้กุหลาบกระเป๋าปิดและการชักนำให้เจริญเป็นต้น และการเก็บรักษาพันธุ์กล้วยไม้ในไนโตรเจนเหลว จากการศึกษาพบว่า อาหารสังเคราะห์สูตร ND ดัดแปลงที่เติมน้ำต้มมันฝรั่ง 1% (w/v) และน้ำตาลซูโครส 1% (w/v) เหมาะสมในการเพาะเมล็ดกล้วยไม้กุหลาบกระเป๋าปิด เมื่อศึกษาผลของ NAA และ BA ต่อการเจริญเป็นต้นของโพรโทคอร์มกล้วยไม้ พบว่า โพรโทคอร์มกล้วยไม้เกิดยอดได้สูงสุดคือ 6.20 ยอดต่อโพรโทคอร์ม เมื่อเพาะเลี้ยงบนอาหารที่เติม BA 1 มก./ล. และสามารถชักนำให้ยอดเกิดรากได้สูงสุด 2.87 รากต่อต้น เมื่อเพาะเลี้ยงในอาหารที่เติม NAA 0.5 มก./ล. เพียงอย่างเดียว อัตราการรอดชีวิตของต้นกล้วยไม้กุหลาบกระเป๋าปิดเมื่อเลี้ยงในสภาพโรงเรือนเฉลี่ยเท่ากับ 100% จากการศึกษาการเก็บเมล็ดกล้วยไม้ในไนโตรเจนเหลว โดยวิธีการเก็บในไนโตรเจนเหลวโดยตรง และ encapsulation-dehydration พบว่า เมล็ดมีอัตราการรอดชีวิตสูงสุดเท่ากับ 82% เมื่อเก็บรักษาเมล็ดในรูปเมล็ดเทียม และปรับสภาพในอาหารเหลวสูตร ND ที่เติมน้ำตาลซูโครสความเข้มข้น 0.5 โมลาร์ เป็นเวลา 18 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 25?C ก่อนดึงน้ำออกโดยใช้ลมเป่าในตู้ปลอดเชื้อเป็นเวลา 6 ชั่วโมง และเก็บรักษาในไนโตรเจนเหลวเป็นเวลาอย่างน้อย 1 วัน การเก็บรักษาโพรโทคอร์มกล้วยไม้โดยวิธี encapsulation-dehydration สามารถทำได้ง่ายกว่าการเก็บรักษาโดยวิธี vitrification และ encapsulation-vitrification ซึ่งพบว่าการเก็บรักษาโดยวิธี encapsulation-dehydration เมล็ดเทียมมีอัตราการรอดชีวิตสูงสุดคือ 80% เมื่อผ่านการดึงน้ำออกโดยใช้ลมเป่าเป็นเวลา 6 ชั่วโมง และมีปริมาณน้ำเหลือในเมล็ดเทียมเท่ากับ 13.06% การเก็บรักษาเมล็ดและโพรโทคอร์มกล้วยไม้กุหลาบกระเป๋าปิดในไนโตรเจนเหลวไม่พบการเปลี่ยนแปลงทางสัณฐานวิทยาและการเปลี่ยนแปลงชุดของโครโมโซมเมื่อเปรียบเทียบกับเมล็ดและโพรโทคอร์มกล้วยไม้ที่ไม่ได้เก็บรักษาในไนโตรเจนเหลว