การพัฒนาระบบการปลูกเลี้ยงและการเพิ่มศักยภาพการผลิตในการสกัดกลิ่นหอมของกล้วยไม้ไทยพันธุ์แท้บางชนิดเพื่อเป็นต้นแบบการนำไปใช้ประโยชน์ด้านเครื่องสำอางและการอนุรักษ์
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้ได้รวบรวมพันธุ์กล้วยไม้ไทยที่มีกลิ่นหอม และศึกษาสูตรปุ๋ยที่เหมาะสมต่อการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ไทยพันธุ์แท้ที่มีกลิ่นหอมในโรงเรือนได้ทำการทดลองกล้วยไม้ทั้ง 5 ชนิด คือ เอื้องคำ เอื้องผึ้ง เอื้องสายน้ำนม เอื้องเก๊ากิ่ว และเอื้องกุหลาบกระเป๋าเปิด โดยแบ่งการทดลองออกเป็น 4 สิ่งทดลอง จำนวน 15 ซ้ำ คือ สูตรปุ๋ยชุดควบคุม (ไม่ใส่ปุ๋ย) ปุ๋ยออสโมโค้ทสูตร 16-16-16 ปุ๋ยเคมีเม็ดสูตร 16-16-16 และปุ๋ยเกล็ดสูตร 30-20-10 ทำการให้ปุ๋ยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง วางแผนการทดลองสุ่มสมบูรณ์ Completely Rendomized Design (CRD) จากนั้นบันทึกการเจริญเติบโต ได้แก่ จำนวนใบ ความยาวใบ ความกว้างใบ จำนวนลำลูกกล้วยหรือลำต้น ความกว้างลำลูกกล้วยหรือลำต้น ความยาวลำลูกกล้วยหรือลำต้น ความกว้างทรงพุ่ม และความสูงทรงพุ่ม จากผลการทดลองระยะเวลา 3 เดือน พบว่ากล้วยไม้เอื้องคำที่ใช้ปุ๋ยเกล็ดสูตร 30-20-10 ส่งผลให้มีจำนวนใบมากที่สุดของ 14.86 ใบ จำนวนลำลูกกล้วยมากที่สุด 14.06 หน่อ และปุ๋ยออสโมโค้ทสูตร 16-16-16 ทำให้มีความยาวใบมากที่สุด 12.86 เซนติเมตร ความสูงทรงพุ่มมากที่สุด 19.40 เซนติเมตร กล้วยไม้เอื้องผึ้งที่ใช้ปุ๋ยเกล็ดสูตร 30-20-10 ส่งผลให้มีจำนวนใบมากที่สุดของ 19.87 ใบ จำนวนลำลูกกล้วยมากที่สุด 26.60 หน่อ และปุ๋ยออสโมโค้ทสูตร 16-16-16 ทำให้มีความยาวใบมากที่สุด 7.00 เซนติเมตร ความสูงทรงพุ่มมากที่สุด 14.80 เซนติเมตร กล้วยไม้สายน้ำนมที่ใช้ปุ๋ยเกล็ดสูตร 30-20-10 ส่งผลให้มีจำนวนใบมากที่สุดของ 47.93ใบ จำนวนลำต้นมากที่สุด 15.13 ต้น และปุ๋ยออสโมโค้ทสูตร 16-16-16 ทำให้มีความยาวใบมากที่สุด 8.48 เซนติเมตร ความสูงทรงพุ่มดีที่สุด 38.60 เซนติเมตร กล้วยไม้กุหลาบกระเป๋าเปิด ที่ใช้ปุ๋ยเกล็ดสูตร 30-20-10 ส่งผลให้มีจำนวนใบมากที่สุดของ 10.13 ใบ จำนวนลำต้นมากที่สุด 1.26 ต้น และปุ๋ยออสโมโค้ทสูตร 16-16-16 ทำให้มีความยาวใบมากที่สุด 19.30 เซนติเมตร ความสูงทรงพุ่มดีที่สุด 33.80 เซนติเมตร และกล้วยไม้เก๊ากิ่วที่ใช้ปุ๋ยเกล็ดสูตร 30-20-10 ส่งผลให้มีจำนวนลำลูกกล้วยมากที่สุด 10.73 หน่อ และความสูงทรงพุ่มดีที่สุด 39.06 เซนติเมตร และปุ๋ยออสโมโค้ทสูตร 16-16-16 ทำให้มีจำนวนใบมากที่สุด 12.73 ใบ และความยาวใบมากที่สุด 10.18 เซนติเมตร จากการศึกษาจะพบว่าปุ๋ยเกล็ดสูตร 30-20-10 ส่งผลให้ต้นกล้วยไม้เอื้องคำ ต้นกล้วยไม้เอื้องผึ้ง ต้นกล้วยไม้สายน้ำนม และต้นกล้วยไม้กุหลาบกระเป๋าเปิดมีจำนวนใบและจำนวนลำลูกกล้วยมากที่สุด และปุ๋ยออสโมโค้ทสูตร 16-16-16 ส่งผลให้ความยาวใบและความสูงทรงพุ่มดีที่สุด แต่ในกล้วยไม้เก๊ากิ่วพบว่าปุ๋ยเกล็ดสูตร 30-20-10 ส่งผลให้จำนวนลำลูกกล้วยและความสูงทรงพุ่มดีที่สุด และปุ๋ยออสโมโค้ทสูตร 16-16-16 ส่งผลจำนวนใบและความยาวใบดีที่สุด ดั้งนั้นสูตรปุ๋ยเกล็ดสูตร 30-20-10 และปุ๋ยออสโมโค้ทสูตร 16-16-16 เหมาะสมต่อการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ทั้ง 5 ชนิด เพราะช่วยในด้านการเจริญเติบโตในหลายด้าน และถ้าใช้สูตรปุ๋ยทั้งสองควบคู่กันอาจทำให้มีประสิทธิภาพในการปลูกเลี้ยงมากยิ่งขึ้น การศึกษาเปรียบเทียบปริมาณสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพและสภาวะที่เหมาะสมในการสกัดสารโดยเทคนิคไมโครเวฟในดอกกล้วยไม้เอื้องผึ้ง ได้ทำการทดสอบเปรียบเทียบปริมาณสารจากชิ้นส่วนลำต้น ใบ ดอก และราก ทำการสกัดด้วยและนำสารสกัดที่ได้ไปทำการวิเคราะห์หาปริมาณสารประกอบฟีนอลด้วยวิธีด้วย Folin-ciocalteu’s reagent สารประกอบฟลาโวนอยด์รวมด้วยอะลูมิเนียมคลอไรด์ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระวิเคราะห์ด้วยวิธีการยับยั้งด้วย 2, 2-Dyphenyl-1-picrylhydrazyl (ดีพีพีเอช) และฤทธิ์ในการยับยั้งการทํางานของเอนไซม์ไทโรซิเนสด้วยสารละลาย Tyrosinase พบว่าดอกกล้วยไม้มีปริมาณสารฟาโวนอยด์มากที่สุด 32.53?0.76 mgQE/g DW จึงนำไปทดสอบสภาวะที่เหมาะสมในการสกัดสารโดยเทคนิคไมโครเวฟ ซึ่งประกอบไปด้วยปัจจัย ที่แตกต่างกัน คือ กำลังไฟที่ใช้ในการสกัด ระยะเวลาที่ใช้ในการสกัด อัตราส่วนเอทานอลต่อน้ำ รวมทั้งจำนวนครั้งในการสกัด พบว่ากำลังไฟฟ้าที่ใช้ในสกัดที่เหมาะสม 600 วัตต์ ระยะเวลาในการสกัด 270 วินาที อัตราส่วน (Ethanol: water) 100:0 และใช้จำนวน 1 ครั้งในการสกัดให้ผลดีที่สุด การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าดอกกล้วยไม้เอื้องผึ้งมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ที่สามารถนำไปเป็นส่วนผสมของยาหรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และทราบวิธีการสกัดสารโดยเทคนิคไมโครเวฟที่เหมาะสมสามารถเป็นแนวทางในการศึกษาวิจัยให้แก่นักวิจัย นักศึกษา และผู้ที่สนใจทั่วไปนำไปต่อยอดงานวิจัยในอนาคตได้