Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2564

การวิจัยเชิงพัฒนานวัตกรรมการใช้ประโยชน์จากกัญชงต่อการควบคุมแมลงศัตรูข้าว

ธนิณัชพสิษฐ์ แสงภักดี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. 2564

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

บทคัดย่อการวิจัยเชิงพัฒนานวัตกรรมจากกัญชงเพื่อใช้ประโยชน์ในการควบคุมแมลงศัตรูข้าว ฉีดพ่นในรูปแบบสัมผัสตายในห้องปฏิบัติการและในแปลงนาข้าวทดลอง ใช้สารสกัดจากพืช ได้แก่ สารสกัดใบกัญชง น้ำมันเมล็ดกัญชง สารสกัดเสลดพังพอนตัวผู้ และสารสกัดใบกัญชงร่วมกับน้ำมันปิโตรเลียม (SK EnSpray 99) เปรียบเทียบที่ความเข้มข้นระดับต่าง ๆ และน้ำ (ชุดควบคุม) วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ 8 กรรมวิธี ๆ ละ 3 ซ้ำ ทดลองเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2564 และทดสอบประสิทธิภาพสารสกัดต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในแปลงนาข้าวทดลองโดยฉีดพ่นทุก ๆ 7 วัน จนถึงระยะข้าวออกรวง วางแผนการทดลองแบบสุ่มบล็อกสมบูรณ์ 8 กรรมวิธี ๆ ละ 3 ซ้ำ ขนาดแปลง 3 X 5 เมตร ในเดือนกันยายน – ธันวาคม 2564 พบว่า วิธีการฉีดพ่นแบบสัมผัสตายมีจำนวนการตายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเพิ่มสูงขึ้นแปรผันตามระยะเวลาที่เพลี้ยได้สัมผัสกับสาร และมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยระยะเวลาที่เพลี้ยตายเร็วที่สุด คือ สัมผัสกับสารสกัดใบกัญชง 5% ร่วมกับน้ำมันปิโตรเลียมที่เวลา 12 ชั่วโมง รองลงมาคือ สารสกัดใบกัญชง 10% สารสกัดใบกัญชง 5% สารสกัดเสลดพังพอนตัวผู้ 10% ตามลำดับ ส่วนสารสกัดเสลดพังพอนตัวผู้ 5% น้ำมันเมล็ดกัญชง 5% น้ำมันเมล็ดกัญชง 10% มีอัตราการตายที่เท่ากัน และไม่มีการตายของเพลี้ยในชุดควบคุม ขณะที่การตายของเพลี้ยที่ช่วงเวลา 108 ชั่วโมง นั้นพบว่า การใช้สารสกัดใบกัญชง 5% ร่วมกับน้ำมันปิโตรเลียมมีอัตราการตายสูงที่สุด ซึ่งแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการใช้สารสกัดใบกัญชง 10% สารสกัดใบกัญชง 5% สารสกัดเสลดพังพอนตัวผู้ 10% สารสกัดเสลดพังพอนตัวผู้ 5% น้ำมันเมล็ดกัญชง 5% น้ำมันเมล็ดกัญชง 10% และชุดควบคุม ตามลำดับ ส่วนการสุ่มนับจำนวนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในแปลงนาข้าวหลังการฉีดพ่นสารสกัดจากพืช และผลิตภัณฑ์สารสกัดธรรมชาติ พบว่าจำนวนประชากรเพลี้ยมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยช่วงข้าวอายุ 80 วัน การใช้สารสกัดใบกัญชง 5% ร่วมกับน้ำมันปิโตรเลียมสามารถลดความหนาแน่นของประชากรเพลี้ยได้ดีที่สุด คือ 2.75 ตัว/กอข้าว ซึ่งแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการใช้สารสกัดใบกัญชง 10% (3.50 ตัว/กอ) สารสกัดใบกัญชง 5% (3.85 ตัว/กอ) แต่มีประสิทธิภาพสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับสารสกัดเสลดพังพอนตัวผู้ 10% (6.25 ตัว/กอ) สารสกัดเสลดพังพอนตัวผู้ 5% (6.50 ตัว/กอ) น้ำมันเมล็ดกัญชง 5% (7.25 ตัว/กอ) น้ำมันเมล็ดกัญชง 10% (7.00 ตัว/กอ) และชุดควบคุมมีจำนวนเพลี้ยมากที่สุด คือ 9.50 ตัว/กอ ทุกกรรมวิธีมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น P<0.05 สรุปผลการดำเนินงาน จากการสำรวจปริมาณแปลงปลูกกัญชงแต่ละครัวเรือนพบว่า 1 ครัวเรือนมีการปลูกกัญชงพื้นที่ไม่เกิน 1 งาน หรือ 100 ตารางวา รวมจำนวนพื้นที่ปลูกกัญชงจากการสำรวจ 10 ครัวเรือน มีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 4 ไร่ 57 ตารางวา ใช้สำหรับผลิตเส้นใยเสื้อผ้าเฉพาะสมาชิกในครอบครัวแต่ละปีเพียงพอต่อจำนวนสมาชิกในครัวเรือน ส่วนสายพันธ์กัญชงเป็นสายพันธ์พื้นเมืองเดิม มีชื่อเรียกว่าสายพันธ์พบพระมีคุณภาพเส้นใยที่เหนียวเหมาะแก่การผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เส้นใยทอเสื้อผ้า กระโปรง และกระเป๋า อย่างไรก็ตามจากผลการทดลองการใช้สารสกัดจากพืช และผลิตภัณฑ์สารสกัดธรรมชาติ โดยวิธีการฉีดพ่นแบบพิษสัมผัสตาย พบว่าจำนวนการตายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเพิ่มสูงขึ้นตามระยะเวลาที่เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้รับสาร และมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ตารางที่ 1) โดยระยะเวลาที่เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลตายได้เร็วที่สุดคือ สารสกัดใบกัญชง 5% ร่วมกับ Petroleum oil (SK EnSpray 99) ที่เวลา 12 ชั่วโมง รองลงมาคือ สารสกัดใบกัญชง 10% สารสกัดใบกัญชง 5% สารสกัดเสลดพังพอนตัวผู้ 10% ตามลำดับ ส่วนสารสกัดเสลดพังพอนตัวผู้ 5% น้ำมันเมล็ดกัญชง 5% น้ำมันเมล็ดกัญชง 10% เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมีอัตราการตายที่เท่ากัน และในกลุ่มชุดควบคุม (น้ำเปล่า) ไม่มีการตายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ในขณะที่เมื่อพิจารณาในช่วงเวลาการตายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่เวลา 108 ชั่วโมง พบว่า การใช้สารสกัดใบกัญชง 5% ร่วมกับ Petroleum oil (SK EnSpray 99) และสารสกัดใบกัญชง 10% เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมีการตายสูงที่สุด แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการใช้ สารสกัดใบกัญชง 10% สารสกัดใบกัญชง 5% สารสกัดเสลดพังพอนตัวผู้ 10% สารสกัดเสลดพังพอนตัวผู้ 5% น้ำมันเมล็ดกัญชง 5% น้ำมันเมล็ดกัญชง 10% และในกลุ่มชุดควบคุม (น้ำเปล่า) ตามลำดับ ส่วนการสุ่มนับจำนวนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลภายหลังการฉีดพ่นสารสกัดจากพืช และผลิตภัณฑ์สารสกัดธรรมชาติ ในแปลงนา พบว่าจำนวนประชากรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ตารางที่ 2) โดยในช่วงที่ข้าวมีอายุ 80 วัน กรรมวิธีการใช้สารสกัดใบกัญชง 5% ร่วมกับ Petroleum oil (SK EnSpray 99) สามารถลดความหนาแน่นของประชากรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ดีที่สุดโดยตรวจพบ 2.75 ตัว/กอ โดยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ สารสกัดใบกัญชง 10% (3.50 ตัว/กอ) สารสกัดใบกัญชง 10% (3.85 ตัว/กอ) แต่มีประสิทธิภาพสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับ สารสกัดเสลดพังพอนตัวผู้ 10% (6.25 ตัว/กอ) สารสกัดเสลดพังพอนตัวผู้ 5% (6.50 ตัว/กอ) น้ำมันเมล็ดกัญชง 5% (7.25 ตัว/กอ) น้ำมันเมล็ดกัญชง 10% (7.00 ตัว/กอ) และชุดควบคุม (น้ำเปล่า) มีจำนวนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมากที่สุด คือ 9.50 ตัว/กอ ตามลำดับ ซึ่งทุกกรรมวิธีมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่นที่ (P<0.05) ซึ่งสอดคล้องกับรายงานการวิจัย [7] การจำแนกกัญชา (drug phenotype) และกัญชง (fibre phenotype) โดยใช้อัตราส่วนระหว่าง ([THC]+[CBN])/[CBD] ถ้าอัตราส่วนมากกว่า 1 จัดเป็นกัญชา ถ้าน้อยกว่า 1 จัดเป็นกัญชง Small และ Beckstead จำแนกเป็น 3 phenotypes คือ drug phenotype มีปริมาณ THC มากกว่า 0.3%และ CBD น้อยกว่า 0.5% ทั้งเพศผู้เพศเมีย intermediate phenotype คือ เฉพาะพืชเพศเมียมี THC มากกว่า 0.3% และมี CBD มากกว่า 0.5% ส่วน non-drug phenotype พืชเพศเมียมีTHC น้อย กว่า 0.3% แต่มี CBD มากกว่า 0.5% ส่วน [8] จำแนกพืชกัญชาออกเป็น 3 phenotypes โดยอาศัย cannabinoid profiles เช่นเดียวกัน โดยจัดพืชกัญชาที่มีปริมาณ THC มากกว่า 0.5% CBD น้อยกว่า 0.5% และมี THC/CBD มากกว่า 1 เป็น drug type พืชกัญชาที่มีปริมาณ THC และ CBD มากกว่าหรือเท่ากับ 0.5% เป็น 9 intermediate type [9] ส่วนพืชกัญชาที่มีปริมาณ THC น้อยกว่า 0.5% CBD มากกว่าหรือเท่ากับ 0.5% และมี THC/CBD น้อยกว่า 1 เป็น non-drug type ในขณะที่ต้นกัญชงพบสาร cannabinoids ชนิดต่างๆ ได้แก่สาร delta-9- tetrahydrocannabinol (THC) มีฤทธิ์ทำให้เกิดอารมณ์เคลิบเคลิ้มและเป็นสุข หากเสพด้วยการสูบจะมีฤทธิ์แรงมากกว่าการรับประทาน THC เป็นสารที่พบมากในกัญชาในปัจจุบันประเทศอเมริกาได้สกัดสาร THC จากกัญญาเพื่อใช้ผลิดยาชื่อว่า Dronabinol ชื่อการค้า Marinol? โดยผ่านรับรองการใช้ขององคก์ารอาหารและยา (FDA-approved) ใช้สำหรับป้องกันการคลื่นไส้และอาเจียนในผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ต้องได้รับยาเคมีบำบัดก่อนการเข้ารับการรักษา และใช้เป็นยากระตุ้นการอยากอาหารในผู้ป่วย AIDs และสาร cannabichromene (CBC) มีฤทธิ์ต้านการ อักเสบ ลดอาการปวด นอกจากนี้มีฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพและเชื้อรา ข้อเสียของ สาร delta-9- tetrahydrocannabinol (THC) มีฤทธิ์ทำให้เกิดอารมณ์เคลิบเคลิ้มและเป็นสุข หากเสพด้วยการสูบจะมีฤทธิ์แรงมากกว่าการรับประทาน หากเสพมากๆ ทำให้เกิดอาการหวาดระแวง กังวล และซึมเศร้า มีฤทธิ์เสพติดเช่นเดียวกับกัญชา ในขณะที่พืชกัญชาหรือกัญชงที่ปลูกเพื่อใช้เส้นใย ที่เรียกว่า fiber hemp หรือ industrial hemp อนุญาตให้ปลูกได้ในแถบยุโรป ประเทศแคนาดา โดยกำหนดว่าต้องมี THC ไม่เกินร้อยละ 0.3 และมี CBD:THC ratio มากกว่า 2:1 ในประเทศออสเตรเลียอนุญาตให้มี THC ได้ถึงร้อยละ 1 ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกาจัดให้พืชที่มี THC น้อยกว่าร้อยละ 1 และมี CBD มากกว่า THC เป็น Hemp ดังนั้นเมื่อพิจารณาสาร THC มีผลต่อระบบประสาทคล้ายกับสาร nicoteine จากใบยาสูบ อาจเป็นไปได้ว่าสาร THC มีกลไกการออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทของแมลงคล้ายคลึงกับสาร nicoteine จากใบยาสูบ โดยการเลียนแบบ acetylcholine และจะรวมกับตัวรับ acetylcholine ที่รอยต่อระหว่างเซลล์ประสาทกับกล้ามเนื้อ [10] เมื่อแทรกซึมเข้าไปแล้วเปลี่ยนรูปเป็น nicotinium ion ซึ่งมีประจุบวกอยู่ที่อะตอมไนโตรเจนและมีปฏิกิริยากับตัวรับ acetylcholine ในทำนองเดียวกันกับปฏิกิริยาระหว่าง acetylcholine และตัวรับ acetylcholine แมลงที่ได้รับสารจะแสดงอาการสั่นชัก เป็นอัมพาต และตายภายในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง [11] ส่วนน้ำมันจากเมล็ดกัญชงส่งผลต่ออัตราการตายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเนื่องจาก น้ำมันเมล็ดกัญชงอาจเคลือบผิวและปีกบนต้ว จนอาจส่งผลต่อการเคลื่อนที่การกินอาหารหรืออาจส่งผลต่อกระบวนการหายใจของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเมื่อได้รับสารแบบฉีดพ่น พิษสัมผัสตาย ซึ่งภายในเมล็ดมีอาหารสะสมจำพวกแป้งและไขมันอัดกันแน่น โดยมีน้ำมันถึง 29-34%, มีไขมันชนิดไม่อิ่มตัวสูง ประกอบไปด้วย linoleic acid 54-60%, linolenic acid 15-20%, oleic acid 11-13% [12] อย่างไรก็ตามงานวิจัยในครั้งนี้จึงสรุปออกเป็นหัวข้อดังนี้1. การใช้ใบกัญชง 5% ร่วมกับ Petroleum oil (SK EnSpray 99) สามารถควบคุมจำนวนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลตัวเต็มวัยได้ดีที่สุด รองลงมาได้แก่ สารสกัดใบกัญชง 10% และ5% สารสกัดเสลดพังพอนตัวผู้ 5% และ10% ได้ในระดับหนึ่ง ถือเป็นการอนุรักษ์พืชสมุนไพรไทยที่เป็นประโยชน์ในด้านการใช้เป็นสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวได้รวมทั้งการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า2. การใช้สารสกัดจากพืช หรือผลิตภัณฑ์สารสกัดธรรมชาติ ถือเป็นผลิตผลจากธรรมชาติ ที่มีความปลอดภัยสูงต่อผู้ผลิต และผู้บริโภคสามารถนำมาต่อยอดจากงานวิจัยสู่การพัฒนาสูตรเป็นผลิตภัณฑ์ในเชิงพาณิชย์ และขึ้นทะเบียน OTOP หรือยื่นขอเลขจดแจ้งจากกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเพิ่มทางเลือกในกับประชาชนผู้ผลิต และประชาชนผู้ที่สนใจทั่วไป3. รวบรวมองค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยจัดอบรมบริการวิชาการเพื่อเป็นการเผยแพร่สู่ชุมชนสู่การพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์สมุนไพรป้องกันกำจัดปลวก

คำสำคัญ

InnovationนวัตกรรมHempกัญชงแมลงศัตรูข้าวRice insect pests

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

ศักยภาพของสารสกัดจากพืชสมุนไพรบางชนิดในการเป็นสารล่อดักจับแมลงในนาข้าว

พิสิษฐ์ พูลประเสริฐ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม พ.ศ. 2566

การพัฒนาผลิตภัณฑ์สารจากพืชสมุนไพรเพื่อควบคุมแมลงศัตรูในนาข้าว และแมลงศัตรูผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยวในการผลิตข้าวอินทรีย์.

ดวงรัตน์ ธงภักดิ์ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) พ.ศ. 2563

ระบบการผลิตข้าวแบบอาหารปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

พยอม โคเบลลี่ กรมการข้าว พ.ศ. 2565

การพัฒนาข้าวก่ำเพื่อการป้องกันและรักษาโรคเรื้อรัง

ธีระ ชีโวนรินทร์ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) พ.ศ. 2555

เปรียบเทียบการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูในนาข้าว โดยชีววิธี (แมลงศัตรูธรรมชาติ) และการใช้สารป้องกันกำจัดแมลง

นางสาววิกันดา รัตนพันธ์ มหาวิทยาลัยทักษิณ พ.ศ. 2551

ศึกษาปฏิกิริยาต่อการทำลายของโรคและแมลงศัตรูข้าวที่สำคัญ

ประจักษ์ เหล็งบำรุง กรมการข้าว พ.ศ. 2564

ผลของกระบวนการแปรรูปต่อการเปลี่ยนแปลงสารพฤกษเคมีและกิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระในผลิตภัณฑ์จากฟักข้าว

จารุชา ยี่แสง มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม พ.ศ. 2559

วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการป้องกันกำจัดโรคข้าว

กรมการข้าว พ.ศ. 2553

การทดสอบฤทธิ์ของพืชสมุนไพรเพื่อต้านเชื้อราที่ก่อโรคในข้าวสู่การนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบน้ำสกัดสมุนไพรกำจัดเชื้อราเพื่อการผลิตข้าวอินทรีย์ในกลุ่มเกษตรกรรายย่อยของอำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์

สุวรรณา จันคนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ พ.ศ. 2560

เปรียบเทียบการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูในนาข้าวโดยชีววิธี (แมลงศัตรูธรรมชาติ) และการใช้สารป้องกันกำจัดแมลง

วิกันดา รัตนพันธ์ มหาวิทยาลัยทักษิณ พ.ศ. 2551