การส่งเสริม พัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพของแรงงานข้ามชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมาร์ในประเทศไทยผ่านการสื่อสารสุขภาพดิจิทัล
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
แรงงานข้ามชาติในประเทศไทย ได้รับการสนับสนุนให้เข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพมาตรฐาน ภายใต้หลักประกันสุขภาพที่รัฐจัดให้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจึงมีงบประมาณจำกัดหรือไม่เพียงพอต่อการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และฟื้นฟูสุขภาพของแรงงานข้ามชาติ ในขณะที่แรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันตนเองและการมีสุขภาวะที่ดี ดังนั้น โครงการวิจัยนี้ จึงได้รับการพัฒนาขึ้น เพื่อนำเสนอนวัตกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้ผ่านสื่อสุขภาพดิจิทัลที่แรงงานข้ามชาติสามสัญชาติคือ ลาว กัมพูชา และเมียนมา สามารถเข้าถึงได้โดยสะดวกในภาษาของตนเองผ่านการใช้สมาร์ทโฟน เพื่อให้ประเทศไทยเป็นแบบอย่างการปฏิบัติที่ดีของประชาคมอาเซียน โดยมีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมสุขภาพ การได้รับความรู้ด้าน สุขภาพ และส่วนขาดของความรู้ด้านสุขภาพที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพ รวมทั้งปัจจัยคุณลักษณะทางจิตวิทยาสังคมและการใช้เทคโนโลยีทางการสื่อสารของของแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมายในประเทศไทย ในพื้นที่ศึกษา 5 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร เชียงใหม่ ระนอง ชลบุรี และนครราชสีมา เพื่อพัฒนานวัตกรรมสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในรูปแบบการสื่อสารสุขภาพดิจิทัล 3 ภาษา และให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อการพัฒนาเทคโนโลยีเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้แก่แรงงานข้ามชาติ ดำเนินการวิจัยในรูปแบบการศึกษาเชิงพรรณนาภาคตัดขวางด้วยการวิจัยแบบผสมผสาน ด้วยวิธีการเชิงปริมาณร่วมกับวิธีการเชิงคุณภาพผลการศึกษาเชิงปริมาณแสดงให้เห็นว่า แรงงานข้ามชาติต้องการมีสุขภาพที่ดี และการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นปัจจัยร่วมทางจิตวิทยาสังคมที่ส่งผลให้แรงงานข้ามชาติมีทัศนคติและความต้องการในระดับสูงที่จะได้รับรู้หรือเรียนรู้เกี่ยวกับสุขภาพในช่องทางการสื่อสารที่ตนเองเข้าถึงได้อย่างเข้าใจและสะดวก และข้อค้นพบสำคัญจากการศึกษาเชิงคุณภาพ คือ การทำให้แรงงานข้ามชาติได้เข้าสู่ระบบการขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย เพื่อให้เขาเหล่านั้นได้รับสิทธิด้านสุขภาพ ที่ครอบคลุมการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค รวมทั้งการฟื้นฟูสุขภาพอย่างเหมาะสม และมีกลไกเสริมแรงโดยความร่วมมือภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านสื่อสังคมที่เป็นเข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว ซึ่งการใช้กลไกด้านสุขภาพดังกล่าว จะเป็น เป็น soft power ของการดำเนินนโยบายแรงงานข้ามชาติของประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพโดยไม่เลือกปฏิบัติในด้านการพัฒนานวัตกรรมสื่อสารสุขภาพดิจิทัล การวิจัยได้ข้อค้นพบเกี่ยวกับการสื่อสารสุขภาพในรูปแบบ Messaging Application ด้วยโปรแกรม Chatbot เพื่อนสุขภาพ ในการโต้ตอบกับคู่สนทนา โดยสามารถใช้งานผ่านแอปพลิเคชันของสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต ซึ่งเป็นนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของแรงงานข้ามชาติจำนวน 9 กลุ่มโรค ตามหลักการ All Thinking Digital และ Do less Get moreข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากการวิจัยนี้ ประกอบด้วย การกำหนดมาตรการสุขภาพระหว่างประเทศ ด้านการคัดกรองสุขภาพสำหรับการเข้ามาทำงานในประเทศไทยของแรงงานข้ามชาติ ความร่วมมือภาครัฐและเอกชนเพื่อการส่งเสริมสุขภาพแรงงานข้ามชาติที่ครอบคลุมถึงการป้องกันโรคและการฟื้นฟูสุขภาพ การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประชาคมอาเซียนด้านสังคมและวัฒนธรรม ตามแผนแม่บท ASCC 2025 การส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและเทคโนโลยีทางการสื่อสารที่เหมาะสมของแรงงานข้ามชาติ รวมทั้ง การเสริมสร้างศักยภาพผู้นำด้านสุขภาพแรงงานข้ามชาติในสถานประกอบการ โดยมีข้อเสนอแนะทางวิชาการ ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรอบรมด้านเทคโนโลยีและการสื่อสารสุขภาพให้แก่ผู้นำหรือผู้แทนแรงงานข้ามชาติ และข้อเสนอแนะของการศึกษาต่อเนื่อง คือ การวิจัยเพื่อประเมินการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพจากการเรียนรู้ผ่านสื่อดิจิทัล และการพัฒนามาตรการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศ ซึ่งผู้วิจัยได้นำเสนอเป็นบทสรุปของการวิจัยด้วย ห่วงโซ่การสื่อสารสุขภาพดิจิทัล (Digital Health Communication Chain) สำหรับแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยคำสำคัญ: ความรอบรู้ด้านสุขภาพ แรงงานข้ามชาติ การสื่อสารสุขภาพดิจิทัล