การศึกษาสภาพเศรษฐกิจตามแนวชายแดนไทย-ประเทศเพื่อนบ้านผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และมาตรการทางกฎหมายด้านการป้องกันโรค บรรเทา เยียวยา และฟื้นฟูทางเศรษฐกิจ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ต่อเศรษฐกิจและการค้าชายแดนของประเทศไทย-ประเทศ เพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศไทย วิเคราะห์สาระสำคัญของกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจและการค้าชายแดนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสภาพเศรษฐกิจ การจัดการ ด้านสาธารณสุข และการค้าชายแดนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) รวมทั้งฉากทัศน์อนาคต (Future Scenario) ที่มีความเป็นไปได้ในกรณีการแพร่ระบาดของโรคติดต่ออันตรายร้ายแรงในอนาคต วิธีการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยการวิจัยเอกสาร, การสัมภาษณ์ตัวแทนเจ้าหน้าที่ภาครัฐและผู้นำชุมชน จำนวน 12 คน ในจังหวัดชายแดน 4 จังหวัด, การสำรวจความคิดเห็นตัวแทนประชาชนและผู้ประกอบการ จำนวน 2,080 คน ในจังหวัดชายแดน 4 จังหวัด และการสนทนากลุ่มกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ผู้ประกอบการ บุคลากรด้านสาธารณสุข และผู้นำชุมชน จำนวน 30 คน ในจังหวัดชายแดน 4 จังหวัดเกี่ยวกับฉากทัศน์อนาคตการระบาดใหญ่ของโรคติดต่ออันตรายร้ายแรง การศึกษานี้พบว่า นโยบายการปิดพรมแดนและการจำกัดการเคลื่อนที่ข้ามพรมแดนเป็นนโยบายภาครัฐที่เหมาะสมน้อยที่สุดในมุมมองของตัวแทนประชาชนและผู้ประกอบการที่ตอบแบบสอบถาม ในขณะที่นโยบายที่มีความเหมาะสมมากที่สุด คือ มาตรการป้องกันโรคที่เข้มงวดสำหรับกลุ่มผู้ขนส่งสินค้าบริเวณชายแดน และมาตรการกำหนดพื้นที่เฉพาะสำหรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ในภาพรวม กฎหมาย นโยบาย และมาตรการที่ภาครัฐใช้บังคับในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตประจำวันของประชาชนมากที่สุด (ร้อยละ 47.88) รองลงมาคือ ผลกระทบต่อรายได้ครัวเรือนในภาพรวม (ร้อยละ 44.13) ผลกระทบต่อการเดินทางไปมาหาสู่กันของคนไทยและพลเมืองของประเทศเพื่อนบ้าน (ร้อยละ 40.19) ผลกระทบต่อรายจ่ายในภาพรวมของสถานประกอบการ (ร้อยละ 39.95) ผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ (ร้อยละ 38.41) และผลกระทบต่อการขนส่ง และจัดการสต๊อกสินค้าของสถานประกอบการ (ร้อยละ 28.65) และปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อพื้นที่บริเวณชายแดนไทย-ประเทศเพื่อนบ้านในเชิงเศรษฐกิจและการค้าชายแดน ภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) “มากที่สุด” มีทั้งสิ้น 4 ปัจจัย คือ (1) รูปแบบกิจกรรม ทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การซื้อขายของออนไลน์ ธุรกิจดิจิทัล เป็นต้น (51.15%) (2) เสถียรภาพ ทางการเมืองและเศรษฐกิจในประเทศเพื่อนบ้าน (42.84%) (3) อิทธิพลทางเศรษฐกิจของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน (41.49%) (4) แนวโน้มการเกิดขึ้นของโรคติดต่ออุบัติใหม่ (Emerging Communicable Diseases) (40.87%) ในการศึกษานี้ ฉากทัศน์อนาคตของการระบาดใหญ่ของโรคติดต่ออันตรายร้ายแรงในอนาคตประกอบด้วย (1) “ความท้อแท้อันยิ่งใหญ่” (2) “การระบาดใหญ่ครั้งต่อไป” (3) “การปั่นป่วนดิจิทัล” และ (4) “ความเหลื่อมล้ำครั้งใหญ่” โดยฉากทัศน์ “ความท้อแท้อันยิ่งใหญ่” กล่าวถึงฉากทัศน์ที่โรคติดต่อ อุบัติใหม่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจโลก ฉากทัศน์ “การระบาดใหญ่ครั้งต่อไป” คาดการณ์ความถี่ขึ้นของการระบาดใหญ่และความสามารถที่ลดลงของภาครัฐในการรับมือการระบาดใหญ่ ฉากทัศน์ “การปั่นป่วนดิจิทัล” คาดการณ์พัฒนาการของเศรษฐกิจดิจิทัลที่จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลกซึ่งจะพลิกโฉมกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้าชายแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน และฉากทัศน์ “ความเหลื่อมล้ำครั้งใหญ่” กล่าวถึงฉากทัศน์ที่ชุมชนและธุรกิจท้องถิ่นต้องปรับตัวเข้ากับระบบเศรษฐกิจใหม่และการระบาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในอนาคต แต่จะปรับตัวได้ช้ามากกว่ากลุ่มทุนขนาดใหญ่ในประเทศและกลุ่มทุนระหว่างประเทศ ด้วยผลการศึกษาวิจัยดังกล่าว การศึกษานี้เสนอแนวทางการแก้ไขพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ตลอดจนเสนอให้ภาครัฐนำแนวคิด “สุขภาพหนึ่งเดียว” ไปใช้กำหนดเป็นนโยบายพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศ และส่งเสริมและลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลในพื้นที่ชายแดนของประเทศเพื่อรองรับการระบาดใหญ่ในอนาคต