การพัฒนาอุตสาหกรรมข้าวหอมมะลิอย่างยั่งยืน: ทุ่งกุลาร้องไห้ ประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การพัฒนอุตสาหกรรมข้าวหอมมะลิอย่างยั่งยืน: ทุ่งกุลาร้องไห้ ประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานของข้าวหอมมะลิ เพื่อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมข้าวหอมมะลิ การศึกษาครั้งนี้ได้เลือกกรอบการประเมินวัฏจักรขีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment; LCA) และการประเมินต้นทุนตลอดชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Cost; LCC) โดยประยุกต์ใช้ในการศึกษา ทั้งนี้กลุ่มประชากรตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ประกอบไปด้วย กลุ่มผู้ผลิต (ขาวนา) จำนวน 49 ราย กลุ่มผู้แปรรูปและกลุ่มกระจายสินค้า จำนวน 5 ราย การวิเคราะห์ผลการศึกษาผู้วิจัยได้ใช้โปรแกรมสำเร็จรูป openLCA และใช้ CML-IA baseline v3.01 ในการแปลผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย ศักยภาพการก่อเกิดภาวะโลกร้อน การเกิดฝนกรด และการเกิดปรากฎการณ์ยูโทรฟิเคชั่นผลการศึกษาในครั้งนี้ พบว่า แนวทางเลือกในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และก่อเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยในการผลิตข้าวหอมมะลิในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ประเทศไทย คือ ระบบการผลิตแบบอินทรีย์ ที่ซึ่งมีความเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ระบบการผลิตแบบอินทรีย์ไม่เพียงแต่จะมีต้นทุนในการผลิตที่ต่ำกว่าระบบการผลิตแบบเคมี และระบบการผลิตแบบการเกษตรปลอดภัย แต่ผลผลิตที่ได้จากการผลิตแบบอินทรีย์ยังสูงกว่าอีกด้วย ระบบการผลิตแบบอินทรีย์ มีค่าเฉลี่ยของผลผลิตเท่ากับ 515.90 กิโลกรัมต่อ 1 เฮกตาร์ ในขณะที่ระบบการผลิตแบบเคมี มีค่าเฉลี่ยของผลผลิตเท่ากับ 406.25 กิโลกรัมต่อ 1 เฮกตาร์ ถึงแม้ว่าปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากระบบการผลิตแบบอินทรีย์ตลอดห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมข้าวหอมมะลิจะมีปริมาณที่สูงกว่าระบบการผลิตแบบเคมี แต่ศักยภาพการเกิดภาวะโลกร้อน การเกิดปรากฎการณ์ยูโทรฟิเคชั่น และภาวะการเกิดฝนกรดในระบบการผลิตแบบอินทรีย์ต่ำกว่าระบบการผลิตแบบเคมีในทุกกระบวนการผลิตดังนั้น ผู้ผลิต (ชาวนา) ควรมีการประยุกต์แนวทางเลือกดังกล่าวเพื่อปรับปรุงการผลิตข้าวหอมมะลิให้มีประสิทธิภาพที่เพิ่มมากขึ้น แนวทางการทำเกษตรกรรมแบบยั่งยืนเป็นหนึ่งในแนวทางที่สนับสนุนการลดความหิวโหยของประชากรโลกที่เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals; SDGs) ที่กำหนดโดยองค์การสหประชาชาติ ในทางปฏิบัติ แนวทางเลือกดังกล่าวให้ความสำคัญกับการกำจัดปัจจัยการผลิตนำเข้าที่ไม่จำเป็น เพื่อช่วยในการลดต้นทุนในการผลิตข้าวหอมมะลิ มากไปกว่านั้นเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในการผลิต เพื่อความมั่นคงและความปลอดภัยทางอาหาร ตอบสนองต่อความหยุ่นตัวในการผลิตข้าวหอมมะลิ เพื่อที่จะช่วยในการเข้าถึงแหล่งอาหารอย่างทั่วถึงของประชากรโลก และส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำไปสู่ความสำเร็จในการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่มุ่งเน้นทางด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายและแผนปฏิบัติการในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมข้าวหอมมะลิของประเทศไทยอีกด้วย