ความต้องการด้านการศึกษานอกระบบของนักศึกษาต่างชาติ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานของนักศึกษาต่างชาติ ศึกษาความต้องการด้านการศึกษานอกระบบของนักศึกษาต่างชาติ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลพื้นฐานกับความต้องการด้านการศึกษานอกระบบของนักศึกษาต่างชาติ โดยใช้เครื่องมือคือแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างนักศึกษาต่างชาติจำนวน 400 คน ในสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ จำนวน 16 แห่ง สถิติที่ใช้คือ การหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ และการหาค่า chi-square ผลการศึกษา พบว่า ความต้องการด้านข่าวสารข้อมูลเป็นด้านที่มีความต้องการมากที่สุด รองลงมาคือด้านทักษะ และด้านความรู้พื้นฐาน ตามลำดับกลุ่มตัวอย่างนักศึกษาต่างชาติที่มีความต้องการด้านความรู้พื้นฐาน ส่วนใหญ่ต้องการมีความรู้พื้นฐานด้านภาษาไทยในระดับสื่อสารได้ในระดับปานกลาง เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน กลุ่มตัวอย่างนักศึกษาต่างชาติที่มีความต้องการด้านทักษะ ส่วนใหญ่ต้องการพัฒนาทักษะประเภทกีฬา-การละเล่นไทย กลุ่มตัวอย่างนักศึกษาต่างชาติที่มีความต้องการด้านข่าวสารข้อมูล ส่วนใหญ่ต้องการข่าวสารข้อมูลด้านการหารายได้พิเศษ วัตถุประสงค์หลักของทักษะและข่าวสารข้อมูลที่กลุ่มตัวอย่างนักศึกษาต่างชาติส่วนใหญ่ต้องการมากที่สุด คือ เพื่อสนองตอบต่อความสนใจส่วนตัว กลุ่มตัวอย่างนักศึกษาต่างชาติที่มีความต้องการด้านความรู้พื้นฐานและด้านทักษะนั้น ส่วนใหญ่ต้องการรูปแบบการเรียนการสอนแบบเช้าชั้นเรียน ในช่วงเปิดเทอม วันธรรมดา ช่วงเช้า ประมาณ 09.00 น. – 12.00 น. สถานที่ภายในมหาวิทยาลัย ข้อเสนอแนะส่วนใหญ่เป็นการเสนอแนะให้ปรับปรุงรูปแบบการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับนักศึกษาต่างชาติ นักศึกษาต่างชาติที่มีที่พัก และบุคคลที่พักอาศัยด้วย ต่างกัน จะมีความต้องการ/ไม่ต้องการของการศึกษานอกระบบด้านความรู้พื้นฐานต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นักศึกษาต่างชาติที่มีเวลาที่พักในไทย และสัญชาติ ต่างกัน จะมีความต้องการ/ไม่ต้องการของการศึกษานอกระบบด้านทักษะต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05