การติดตามสถานการณ์ศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูพืชและวัชพืชในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทคัดย่อ วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้เพื่อค้นหาศัตรูธรรมชาติและนำมาประเมินประสิทธิภาพในการควบคุมศัตรูพืชทั้งในระดับโรงเรือนปลูกพืชทดลองและในสภาพแปลงปลูก การศึกษาในโครงการวิจัยที่ 1 ได้ทำการเก็บรวบรวมวัชพืชจำนวน 33 ชนิด ที่มีอาการรากปมตามแหล่งปลูกพืชในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและจำแนกชนิดของไส้เดือนฝอยรากปมที่เข้าทำลายโดยใช้ลักษณะทางสัณฐานวิทยาบริเวณรอยย่นส่วนก้น (perineal pattern) ของตัวเต็มวัยเพศเมีย ผลการศึกษาพบไส้เดือยฝอยรากปม 4 ชนิด ได้แก่ Meloidogyne incognita, Meloidogyne javanica, Meloidogyne hapla และ Meloidogyne arenaria โดย M. incognita เป็นชนิดที่เข้าทำลายวัชพืชมากที่สุดจำนวน 27 ชนิด รองลงมาได้แก่ M. javanica, M. hapla และ M. arenaria ที่พบทำลายวัชพืช 7,5 และ 3 ชนิด ตามลำดับ การทดสอบระดับการเป็นพืชอาศัยของวัชพืช 33 ชนิดต่อ M. incognita ในสภาพเรือนปลูกพืชทดลองโดยการประเมินค่า Reproductive factor (RF) ผลการศึกษาพบวัชพืชจำนวน 6 ชนิด เป็นพืชอาศัยที่ดี (RF ? 3) วัชพืช 9 ชนิดเป็นพืชอาศัยระดับปานกลาง (1?RF?3 ) วัชพืช 14 ชนิดเป็นพืชอาศัยที่ไม่ดี (0.1?RF?1) และมี 4 ชนิดที่ไม่ใช่พืชอาศัย (RF?0.1) โครงการวิจัยที่ 2 ได้นำเชื้อรา Pochonia chlamydosporia ไอโซเลต YT 008 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการทำลายไข่ของ M. incognita ในระดับห้องปฏิบัติการมาศึกษาการสร้างสปอร์ในระยะเวลา 2 และ 3 สัปดาห์บนอาหาร 5 ชนิด โดยพบว่าเชื้อราสร้าง conidia ได้มากที่สุด เมื่อเลี้ยงบนอาหารวุ้น V8 Juice Agar (V8) นาน 3 สัปดาห์และสร้าง chlamydospore ได้สูงสุด เมื่อเลี้ยงบน Potato Semisynthetic Agar (PSA) นาน 3 สัปดาห์เช่นกัน และการเลี้ยงเชื้อราบนเมล็ดข้าวโพดนาน 2 และ 3 สัปดาห์ ทำให้เชื้อสร้าง chlamydospore ได้มากและไม่แตกต่างจากการเลี้ยงบนเมล็ดข้าวฟ่างที่ระยะเวลา 3 สัปดาห์ เมื่อนำเชื้อรา P. chlamydosporia ไอโซเลต YT 008 ที่ความเข้มข้น 107 chlamydospores/วัสดุ 1 กรัม ในอัตรา 1, 3 และ 5 กรัม/กระถาง ประเมินผลการควบคุมประชากรไส้เดือนฝอยรากปม M. incognita กับพริก มะเขือเทศ และคะน้า ในสภาพเรือนปลูกพืชทดลอง ผลการศึกษาพบว่าเชื้อราสามารถควบคุมประชากรของ M. incognita ได้ โดยสามารถลดจำนวนปม จำนวนไข่ จำนวนตัวในรากและจำนวนตัวในดินที่ปลูกพริกและคะน้าได้ดีกว่ามะเขือเทศ โดยเฉพาะพริกที่ใส่เชื้อราในอัตรา 5 กรัม/กระถาง มีประชากรของไส้เดือนฝอยรากปม M. incognita ในดินปลูกน้อยที่สุดโดยเชื้อรายังคงมีชีวิตรอดในดินและผิวรากของพืชอาศัยได้หลังใส่ผงเชื้อรา 60 วัน แต่ไม่พบการเพิ่มปริมาณของเชื้อ สำหรับโครงการวิจัยย่อยที่ 3 ได้ทำการประเมินประสิทธิภาพของกลุ่มเชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์ 3 กลุ่มได้แก่ CMB-MSK534+CMB-BR586+CMB-KK579 (A); CMB-YT553+CMB-BR586+CMB-KK579 (B) และ CMB-YT568+CMB-BR586+CMB-MSK541 (C) รวม 6 ไอโซเลตต่อการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas axonopodis pv. manihotis (Xam) สาเหตุโรคใบไหม้มันสำปะหลังในสภาพเรือนปลูกพืชโดยการพ่นเชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์ทั้งแบบกลุ่มเดี่ยวหรือแบบกลุ่มผสม (A, B, C, AB, AC, BC หรือ ABC) โดยพ่นเชื้อกลุ่มเชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์บริเวณใบมันสำปะหลังที่อายุ 1 เดือน ก่อนปลูกเชื้อแบคทีเรียสาเหตุโรคเป็นเวลา 1 สัปดาห์และหลังจากปลูกเชื้อแบคทีเรียสาเหตุโรคเป็นเวลา 1 และ 2 สัปดาห์ ผลการศึกษาพบว่าการพ่นเชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์แบบกลุ่มเดี่ยวหรือแบบกลุ่มผสมไม่สามารถควบคุมการเกิดโรคใบไหม้มันสำปะหลังได้และจากการจัดจำแนกชนิดแบคทีเรียปฏิปักษ์โดยอาศัยคุณสมบัติด้านสัณฐานวิทยาและชีวเคมี รวมทั้งลักษณะการเจริญบนอาหารที่เพาะเลี้ยงและพบว่าเชื้อจำนวน 5 ไอโซเลต ได้แก่ CMB-YT568, CMB-MSK534, CMB-YT553, CMB-BR586 และ CMB-MSK541 เป็นเชื้อ Pseudomonas sp. ส่วนไอโซเลต CMB-KK579 คือ เชื้อ Bacillus subtilis ส่วนโครงการวิจัยที่ 4 เป็นการศึกษาการใช้ประโยชน์จากศัตรูธรรมชาติ ได้แก่ แมลงช้างปีกใส เชื้อ Trichoderma harzianum, เชื้อ Bacillus thuringiensis var. aizawai และ Bacillus sp. (Plaikeaw) เพื่อควบคุมศัตรูพริกขี้หนูผลใหญ่ สายพันธุ์ดับเบิ้ลฮอท ในแปลงปลูกพืชทดลองระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2551 ถึงพฤษภาคม 2552 วางแผนการทดลองแบบ Randomized Complete Block Design (RCBD) ประกอบด้วย 3 กรรมวิธีๆ ละ 4 ซ้ำ ได้แก่ กรรมวิธีควบคุมศัตรูพริกโดยใช้ศัตรูธรรมชาติ กรรมวิธีควบคุมศัตรูพริกโดยใช้สารเคมี และกรรมวิธีไม่มีการควบคุมศัตรูพริก ผลการศึกษาพบว่าทุกกรรมวิธีไม่มีประสิทธิภาพในการควบคุมเพลี้ยไฟ แต่การควบคุมเพลี้ยอ่อนพบว่ากรรมวิธีใช้สารเคมีมีประสิทธิภาพดีที่สุด การเกิดโรคในพริกพบการระบาดของเชื้อไวรัส โรค Anthracnose และ โรค Frog eye leaf spot มากที่สุดในกรรมวิธีที่ไม่มีการควบคุมศัตรูพืช สำหรับโรค Bacterial leaf spot พบว่าในกรรมวิธีการใช้ศัตรูธรรมชาติและกรรมวิธีการพ่นด้วยสารเคมีกำจัดโรคพืชมีประสิทธิภาพในการลดการเกิดโรคได้ การเจริญเติบโตของต้นพริกในกรรมวิธีใช้ศัตรูธรรมชาติดีที่สุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับกรรมวิธีใช้สารเคมีและกรรมวิธีไม่ควบคุมศัตรูพืช ผลผลิตพริกต่อไร่ในทุกกรรมวิธีไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ แต่ผลผลิตจากกรรมวิธีใช้สารเคมีมีจำนวนผลเสียน้อยที่สุดคือ 6.63% สำหรับค่าใช้จ่ายในการควบคุมศัตรูพริก กรรมวิธีใช้ศัตรูธรรมชาติ มีต้นทุน 12.53 บาท/ต้น ในขณะที่แปลงใช้สารเคมีต้นทุน 1.97 บาท/ต้น คำสำคัญ: การควบคุมโดยชีววิธี ศัตรูธรรมชาติ ไส้เดือนฝอยรากปม โรคใบไหม้มันสำปะหลัง การ ควบคุมศัตรูพริกโดยชีววิธี