การใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าวัสดุเศษเหลือจากกระบวนการผลิตแมคคาเดเมีย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้ทำเพื่อการพัฒนาแนวทางการลดขยะทางการเกษตร คือ เปลือกแมคคาเดเมียให้เป็นศูนย์ (zero waste) โดยการผลิตถ่านกัมมันต์จากเปลือกแมคคาเดเมีย ถ่านจากเปลือกแมคคาเดเมีย มีปริมาณผลผลิต 25.94%จากน้ำหนักเปลือกสด (รวมเปลือกชั้นนอกและกะลา) และกระตุ้นด้วยกรดฟอสฟอริกในอัตราส่วน ถ่าน:กรด 1:1 1:2 และ 1:3 โดยน้ำหนักต่อปริมาตร จากการศึกษาคุณสมบัติของถ่านและถ่านกัมมันต์ที่ได้ พบว่า ถ่านกัมมันต์จากการกระตุ้นที่อัตราส่วนถ่าน:กรด 1:2 (AC2) และ 1:3 (AC3) โดยน้ำหนัก ให้ค่าความพรุน ความหนาแน่นเชิงปริมาตร และการดูดซับไอโอดีนที่สูงกว่าถ่านและถ่านกัมมันต์จากอัตราส่วน 1:1 โดยคุณสมบัติดังกล่าวของทั้งถ่านและถ่านกัมมันต์จากเปลือกแมคคาเดเมีย ล้วนอยู่ในช่วงที่เป็นค่ามาตรฐานของถ่านกัมมันต์ตามมาตรฐานอุตสาหกรรมไทย (มอก.) และเมื่อทดสอบความสามารถในการดูดซับแก๊สเอทิลีน ก็พบว่าทั้งถ่านและถ่านกัมมันต์จากเปลือกแมคคาเดเมียสามารถดูดซับแก๊สเอทิลีนในภาชนะบรรจุได้ โดยมีความสามารถในการดูดซับเอทิลีนประมาณ 60-80% ของความเข้มข้นทั้งหมด จากนั้นจึงศึกษาการประยุกต์ใช้กับการเก็บมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง พบว่า ถ่านกัมมันต์จากเปลือกแมคคาเดเมีย AC2, AC3 และถาดเยื่อขึ้นรูปที่เติม AC3 สามารถชะลอการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและเคมีของมะม่วงที่เป็นผลจากแก๊สเอทิลีนที่มะม่วงผลิต แสดงให้เห็นว่าสามารถช่วยชะลอการสุกและยืดอายุการเก็บของมะม่วงเพื่อการขนส่งและการส่งออกได้ แต่การที่ดูดซับเอทิลีนมากเกินไปกลับทำให้เกิดโรค anthracnose ได้เร็วในทุกชุดการทดลอง ในการฟื้นฟูสภาพถ่านกัมมันต์เพื่อการนำกลับมาใช้ พบว่า การอบที่ 180 องศาเซลเซียส 30 นาที สามารถทำให้ถ่านกัมมันต์นำกลับมาใช้ได้ด้วยประสิทธิภาพการดูดซับเอทิลีนประมาณ 50% ของความเข้มข้นทั้งหมด และสามารถฟื้นฟูสภาพของถ่านกัมมันต์ AC2 และ AC3 ได้ 70 และ 41 รอบ ตามลำดับ จึงจะหมดประสิทธิภาพ