การศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและทางเคมีในการไม่เจริญเติบโตของปลายยอดเกสรเพศเมียของลำไยพันธุ์อีดอในฤดูหนาว
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและทางเคมีในการไม่เจริญเติบโตของยอดเกสรเพศเมียของลาไยพันธุ์อีดอในฤดูหนาว คัดเลือกต้นลาไยจานวน 10 ต้นจากสวนลาไยของสาขาไม้ผล มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (completely randomized design; CRD) มี 2 กรรมวิธี คือ พันธุ์อีดอ และพันธุ์พวงทอง แต่ละกรรมวิธีมีจานวน 5 ซ้า โดยการราดสารโพแทสเซียมคลอเรตต้นเดือนพฤศจิกายน ดอกลาไยบานกลางเดือนธันวาคมที่มีสภาพอากาศหนาว จากผลการทดลอง ช่วงที่ก่อนดอกเพศเมียจะบานเป็นช่วงที่อุณหภูมิลดต่ากว่า 15 องศาเซลเซียส หลังจากนั้นเมื่ออุณภูมิสูงขึ้นดอกเพศเมียเริ่มบานส่งผลให้ปลายยอดเกสรเพศเมียของพันธุ์อีดอมีความผิดปกติคือปลายยอดไม่เปิดถึง 92 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือ พันธุ์พวงทองที่มีความผิดปกติของปลายยอดเกสรเพศเมียเพียง 12 เปอร์เซ็นต์ โดยมีความแตกต่างกันทางสถิติอย่างมีนัยสาคัญยิ่ง ความผิดปกติของก้านเกสรของดอกเพศเมีย พบว่าพันธุ์อีดอมีความผิดปกติคือก้านเกสรคดงอมากถึง 84 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่พวงทองมีความผิดปกติเพียงเล็กน้อย คือ 8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีความแตกต่างกันทางสถิติอย่างมีนัยสาคัญยิ่ง สาหรับขนาดของดอกเพศเมีย พบว่าดอกเพศเมียของลาไยพันธุ์อีดอมีขนาดใหญ่กว่าพันธุ์พวงทอง คือ 0.72 และ 0.40 เซนติเมตร ตามลาดับ อย่างไรก็ตามปลายยอดดอกเพศเมียพันธุ์อีดอมีความกว้าง และความยาวมากกว่าพันธุ์พวงทอง เท่ากับ 0.04, 0.02 และ 0.18 และ 0.15 เซนติเมตร ตามลาดับ ซึ่งมีความแตกต่างกันทางสถิติอย่างมีนัยสาคัญยิ่ง ส่วนปริมาณธาตุสังกะสีและโบรอนในดอกลาไยเพศเมีย พบว่าพันธุ์อีดอมีธาตุสังกะสีอยู่ 19 ppm และโบรอนมีค่าเท่ากับ 6.19 ppm ส่วนพวงทองมีสังกะสีและโบรอนน้อยกว่าพันธุ์อีดอ เท่ากับ 12 และ 5.60 ppm ตามลาดับ คาสาคัญ : สังกะสี โบรอน สัณฐานวิทยา ยอดเกสรเพศเมีย ลำไย