Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2561

การพัฒนาแอปพลิเคชัน INSUGAR เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการอินซูลินในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1

นิพาวรรณ ไวศยะนันท์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2561

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

บทนำ: การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ยากกว่าเบาหวานชนิดอื่น และเป็นเบาหวานที่มักเกิดในผู้ป่วยอายุน้อย การรักษาเบาหวานชนิดที่ 1 โดยการใช้อินซูลินนั้น มีความซับซ้อนกว่าการฉีดอินซูลินในเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นอันมาก ร่างกายต้องการอินซูลินพื้นฐานระดับต่ำตลอดเวลา (basal insulin) และร่างกายต้องการอินซูลินเพิ่มมากขึ้นเมื่อรับประทานอาหาร (bolus/ prandial insulin) เพื่อจัดการกับน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้นจากคาร์โบไฮเดรตในอาหารมื้อนั้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นที่มีผลกระทบต่อความต้องการอินซูลินของผู้ป่วยอีกด้วย เช่น กิจกรรมทางกาย ความอ้วน ความเจ็บป่วย เป็นต้น วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาแอปปลิเคชัน “INSUGAR” สนับสนุนการบริหารจัดการปริมาณอินซูลินที่ฉีดในแต่ละวันและแต่ละมื้ออาหารในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 วิธีการดาเนินการวิจัย: เป็นการพัฒนาทดลอง (Experimental development) เพื่อการวิจัยและพัฒนา (research and development) แอปพลิเคชันสนับสนุนการบริหารจัดการปริมาณอินซูลินที่ฉีดในแต่ละวันและแต่ละมื้ออาหารในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ขั้นตอนที่ 1 การสังเคราะห์องค์ประกอบที่มีผลต่อปริมาณอินซูลินที่ฉีด สภาพปัญหาของการบริหารจัดการ และความต้องการการสนับสนุนการบริหารจัดการปริมาณอินซูลินที่ฉีดในแต่ละวันและแต่ละมื้ออาหารในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 โดยการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง และสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งประกอบด้วย 1) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จำนวน 10 ราย หรือจนกว่าข้อมูลจะนิ่ง 2) ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จำนวน 10 ราย หรือจนกว่าข้อมูลจะนิ่ง 3) ญาติหรือผู้ดูแลที่อาศัยอยู่บ้านเดียวกับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จำนวน 10 ราย หรือจนกว่าข้อมูลจะนิ่ง รวมเป็น 30 ราย ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาสภาพปัญหา ความต้องการ และลักษณะที่เหมาะสมของระบบที่ใช้ในแอปพลิเคชันในการสนับสนุนการบริหารจัดการปริมาณอินซูลินที่ฉีดในแต่ละวันและแต่ละมื้ออาหารในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 โดยการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องและสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งประกอบด้วย 1) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จำนวน 3 ราย 2) ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จำนวน 3 ราย 3) ญาติหรือผู้ดูแลที่อาศัยอยู่บ้านเดียวกับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จำนวน 2 ราย และ 4) ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการพัฒนาแอปพลิเคชัน จำนวน 2 ราย รวมเป็น 10 ราย ขั้นตอนที่ 3 การออกแบบและพัฒนาแอปพลิเคชัน “INSUGAR” โดยการนำความรู้และผลการวิจัยจากขั้นตอนที่ 1-2 มาใช้ในการออกแบบพัฒนาแอปพลิเคชัน จากนั้นนำไปเสนอต่อผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ญาติหรือผู้ดูแล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ผู้เชี่ยวชาญด้านแอปพลิเคชัน เพื่อประเมินแอปพลิเคชัน นำข้อเสนอแนะที่ได้ไปปรับปรุงแก้ไข ขั้นตอนที่ 4 การทดสอบประสิทธิภาพของแอปพลิเคชัน “INSUGAR” โดยการนำไปทดลองกับกลุ่มเป้าหมายขนาดเล็ก ซึ่งเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 เพื่อรวบรวมประเมินผลเชิงคุณภาพเบื้องต้นของผลิตภัณฑ์ จากนั้นนำผลพัฒนาปรับแก้ให้แอปพลิเคชันมีความเฉพาะเจาะจง และเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้แอปพลิเคชันต้นแบบที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ และตอบสนองต่อความต้องการของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ขั้นตอนที่ 5 การทดสอบประสิทธิผลของแอปพลิเคชัน “INSUGAR” โดยการนำไปทดลองกับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จำนวน 30 คน เพื่อทดสอบประสิทธิผล ได้แก่ การรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการบริหารจัดการปริมาณอินซูลินที่ฉีดในแต่ละวันและแต่ละมื้ออาหารในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ระดับน้ำตาลในเลือดจากปลายนิ้ว และระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดอย่างต่อเนื่อง 72 ชั่วโมง ผลการศึกษา: ขั้นตอนที่ 1 และ 2 องค์ประกอบที่มีผลต่อปริมาณอินซูลินที่ฉีดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ในมุมมองของผู้ป่วยและแพทย์ผู้รักษา ประกอบด้วย 1) อาหาร ทั้งในส่วนของปริมาณอาหาร องค์ประกอบของอาหาร ประเภทของคาร์โบไฮเดรตในอาหาร และระยะเวลาในการรับประทานอาหารแต่ละมื้อ 2) ระดับน้ำตาลในเลือดก่อนและหลังมื้ออาหาร 3) การออกกำลังกาย 4) ความตั้งใจและตระหนักถึงความสำคัญของโรค 5) สภาพอารมณ์ ปัญหาที่พบ ได้แก่ การนับปริมาณคาร์โบไฮเดรตไม่ถูกต้อง การคำนวณปริมาณอินซูลินไม่เหมาะสม ความไม่สม่ำเสมอในการเจาะน้ำตาลปลายนิ้ว การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์จากการไม่สามารถปรับตัวกับโรคเรื้อรัง ปัญหาเรื่องการเก็บอินซูลิน การฉีดยา ความต้องการในการสนับสนุนผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 อยากให้มีระบบ/ เครื่องมือ/ อุปกรณ์ช่วยในการคำนวณปริมาณอินซูลิน การนับปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่ได้รับในแต่ละมื้ออาหาร การเชื่อมต่อข้อมูลระดับน้ำตาลในเลือดจากเครื่องตรวจระดับน้ำตาลจากปลายนิ้ว ระบบการให้คำปรึกษาผ่านทางระบบไลน์ ขั้นตอนที่ 3 การออกแบบและพัฒนาแอปพลิเคชันสนับสนุนการบริหารจัดการปริมาณอินซูลินที่ฉีดในแต่ละวันและแต่ละมื้ออาหารในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 สามารถออกแบบแอปพลิเคชันต้นแบบได้ทั้งบนระบบปฏิบัติการ IOS ด้วยโปรแกรม X code ภาษา Swift 3.0 และ Adobe Photoshop และระบบปฏิบัติการ Android โดยเลือกใช้โปรแกรม Android Studio ทั้งสองระบบปฏิบัติการใช้รูปแบบการพัฒนาระบบแบบ SDLC มาใช้ในการดาเนินงาน และรูปแบบการพัฒนาระบบแบบโครงสร้างของ Adapted Waterfall มาใช้ในการพัฒนาระบบ ขั้นตอนที่ 4 ประสิทธิภาพของแอปพลิเคชัน INSUGAR การศึกษาหลังการปรับปรุงส่วนต่อประสานผู้ใช้งานพบว่า ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจของแอปพลิเคชัน INSUGAR มีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับดี ด้านส่วนประสานผู้ใช้งานมีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับดี คือ ได้ผลการประเมิน Overall ระดับคะแนนค่าเฉลี่ยระหว่าง 1.76-2.50 จาก 4 คะแนน ผู้วิจัยจึงต้องนำมาปรับปรุงรูปแบบและพัฒนาต่ออีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ดี ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVIDs-19 จึงปรับวิธีการประเมินแอปพลิเคชันเป็นทาง VDO call จากแพทย์ 5 ท่านโดยไม่สามารถติดต่อกับผู้ป่วยเพื่อให้เป็นผู้ประเมินซ้าให้ได้ ผลการประเมิน Overall ระดับคะแนนค่าเฉลี่ยระหว่าง 4.21-5.00 จาก 5 คะแนน หมายถึง ได้ค่ามากที่สุด จึงสรุปว่าแอปพลิเคชันนี้สามารถสร้างความพึงพอใจและสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และแพทย์ผู้ให้การรักษาได้เป็นอย่างดี ขั้นตอนที่ 5 ประสิทธิผลของแอปพลิเคชัน INSUGAR เนื่องจากการเก็บข้อมูลยังไม่ครบถ้วน จึงทำให้การวิเคราะห์ผลยังไม่สมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม จากการเก็บข้อมูลในผู้ป่วย 6 ราย พบว่าหลังจากการทดลองใช้แอปพลิเคชัน INSUGAR ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งเป็นนักเรียนนักศึกษาอายุ 12-21 ปี พบว่า หลังจากการทดลองใช้แอปพลิเคชัน ผู้ป่วยมีการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการบริหารจัดการปริมาณอินซูลินที่ฉีดในแต่ละวันและแต่ละมื้ออาหารค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 7.8 คะแนนจาก 10 คะแนน โดยเป็นสมรรถนะด้านความรู้ คะแนนอยู่ที่ 7.8 (7.0 – 8.5) คะแนน และสมรรถนะด้านทักษะ 7.9 (6.5-8.8) คะแนน และจากการตอบแบบสอบถามความพึงพอใจในแอปพลิเคชัน ได้ค่าคะแนนเฉลี่ย 4.8 คะแนน จาก 5 คะแนน จัดว่ามีความพึงพอใจมาก ส่วนด้านประสิทธิผลของการใช้แอปพลิเคชันต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด พบว่า ระดับน้ำตาลเฉลี่ยก่อนและหลังการทดลองใช้แอปพลิเคชัน คือ 180.1 มก./ดล. เปรียบเทียบกับ 175.0 มก./ดล. (มีแนวโน้มเท่าเดิมหรือลดลง) และระดับน้ำตาลที่อยู่ในเป้าหมาย (Time In Range: TIR) เฉลี่ยหลังการทดลองใช้แอปพลิเคชันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น คือ จากร้อยละ 36.9 เป็นร้อยละ 43.7 ส่วนค่าระดับน้ำตาลเกินเป้าหมาย (Time Above Target) และระดับน้ำตาลต่ำ (Time Below Target) มีแนวโน้มลดลง คือ ร้อยละ 60.9 เปรียบเทียบกับ ร้อยละ 56.0 และร้อยละ 2.3 เปรียบเทียบกับ ร้อยละ 0.33 เฉลี่ยก่อนและหลังการทดลองใช้แอปพลิเคชันตามลาดับ สรุป: แอปปลิเคชัน “INSUGAR” เป็นเครื่องมือที่ช่วยแก้ปัญหาการบริหารจัดการปริมาณอินซูลินที่มีประสิทธิภาพ สร้างความพึงพอใจและสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และแพทย์ผู้ให้การรักษาได้เป็นอย่างดี และมีโอกาสพัฒนาต่อยอดเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการปริมาณอินซูลินและอาจช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและการรักษาของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1

คำสำคัญ

1เบาหวานชนิดที่แอปพลิเคชันการรับรู้สมรรถนะแห่งตนอินซูลินApplication Type 1 diabetes Insulin self-efficacy

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ใช้อินซูลิน

สุนีย์ ละกาปั่น มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2562

การบริหารอินซูลินด้วยตนเองในผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1

เบญจมาศ สุขสถิตย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2560

ผลของโปรแกรมการชี้แนะต่อพฤติกรรมการควบคุมโรคเบาหวานและ ค่าเฉลี่ยน้ำตาลสะสมในผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2

ชนัญชิดาดุษฏี ทูลศิริ มหาวิทยาลัยบูรพา พ.ศ. 2560

ประสิทธิผลโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่อความรู้การจัดการเบาหวานด้วยตนเอง และระดับน้ำตาลในเลือดของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จังหวัดสุโขทัย

ปัทมา สุพรรณกุล มหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. 2561

ผลของโปรแกรมการจัดการเบาหวานด้วยตนเองแบบกลุ่มต่อระดับ ฮีโมโกลบินเอวันซี ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2

ศศิมา กุสุมา ณ อยุธยา มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2559

ผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมจากเบาหวานต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองและผลลัพธ์ทางคลินิกในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้

ศิริลักษณ์ ถุงทอง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พ.ศ. 2558

ผลของโปรแกรมสร้างเสริมการจัดการตนเองต่อความรู้ พฤติกรรม การจัดการตนเองและระดับฮีโมโกลบินเอวันซีในผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับการรักษาด้วยยาฉีดอินซูลิน

กิติยาภรณ์ ฉายะศิริพันธ์ มหาวิทยาลัยบูรพา พ.ศ. 2559

ผลของโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนต่อความสามารถในการใช้ยาฉีดอินซูลิน ชนิดปากกาในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2: การทดลองเชิงสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม

วรนุช แสงเจริญ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พ.ศ. 2562

ประสิทธิผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจในการจัดการตนเอง ต่อความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน พฤติกรรมการจัดการตนเอง และ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2

ชดช้อย วัฒนะ วิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี พ.ศ. 2558

ประสิทธิผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองของ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้

ปาหนัน พิชยภิญโญ มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2559