Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2552

การศึกษาฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันของ Subunit vaccine E2 ของโรคอหิวาต์สุกรที่ใช้ ระบบนำส่งผ่านทางจมูก

นางชุตินันท์ ประสิทธิ์ภูริปรีชา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. 2552

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

ไคโตแซนนาโนพาร์ทิเคิลเป็นระบบนำส่งวัคซีนทางจมูกที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งขนาดของอนุภาคเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการนำส่ง และเสริมฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาขนาดที่เหมาะสมของไคโตแซนนาโนพาร์ทิเคิล สำหรับการนำส่งวัคซีนทางจมูก โดยใช้โอวัลบูมินเป็นแอนติเจนต้นแบบ เตรียมตำรับไคโตแซนนาโนพาร์ทิเคิล ด้วยวิธี ionotropic gelation ปรับเปลี่ยนความเข้มข้นของสารละลายไคโตแซน ตั้งแต่ 1-3 mg/ml และสัดส่วนโดยมวลของการเกิดอันตรกิริยาระหว่างไคโตแซนกับ sodium tripolyphosphate (TPP) ตั้งแต่ 3:1 - 5: 1 ได้ตำรับไคโตแซนนาโนพาร์ทิเคิล จำนวน 9 ตำรับ ประเมินคุณสมบัติทางกายภาพของไคโตแซนนาโนพาร์ทิเคิล ด้วยการวัดขนาดและประจุที่ผิวอนุภาค วิเคราะห์การกักเก็บและการบรรจุแอนติเจนใน ไคโตแซนนาโนพาร์ทิเคิล และการปลดปล่อยแอนติเจนที่ pH ต่างๆ ด้วยวิธี BCA Protein Assay ทดสอบความคงตัวทางกายภาพของไคโตแซนนาโนพาร์ทิเคิล และความคงตัวของแอนติเจนที่กักเก็บในไคโตแซนนาโนพาร์ทิเคิล ด้วยวิธี SDS-PAGE คัดเลือกตำรับที่มีขนาดอนุภาคต่างกัน คือ ขนาดเล็ก (< 500 nm) ขนาดกลาง (500 – 1,000 nm) และขนาดใหญ่ (1,000 – 5,000 nm) เพื่อประเมินฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันของไคโตแซนนาโนพาร์ทิเคิลในหนูทดลอง โดยให้โอวัลบูมิน ทางจมูก ปริมาณ 20 ?g ปริมาตร 20 ?L ในสัปดาห์ที่ 0, 3 และ 6 และฆ่าหนูในสัปดาห์ที่ 9 ของการทดลอง เก็บตัวอย่างเลือด มูล น้ำลาย น้ำล้างโพรงจมูก และน้ำล้างช่องคลอด ประเมินการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันแบบ humoral immune response (HIR) จากระดับ Immunoglobulin G (IgG)ในซีรัม ซึ่งเป็น systemic immune response และระดับ secretory Immunoglobulin A (sIgA) ในมูล น้ำลาย สารคัดหลั่งบริเวณเยื่อบุโพรงจมูกและเยื่อบุช่องคลอด ซึ่งเป็น mucosal immune response และประเมินการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันแบบ cell-mediated immune response (CMIR) จากระดับ Interleukin-4 (IL-4) และ Interferon-? (IFN-?) ที่หลั่งจาก splenocytes เมื่อเทียบกับสารละลายโอวัลบูมิน ด้วยวิธี enzyme-linked immunosorbent assay (ELISA) ผลการวิจัยพบว่า สารละลายไคโตแซนความเข้มข้นเท่ากับ 3 mg/mL ทำให้ตำรับมีความคงตัวทางกายภาพ และเมื่อเพิ่มสัดส่วนโดยมวลของ ไคโตแซนต่อ TPP เท่ากับ 3:1, 4:1 และ 5:1 จะได้อนุภาคที่มีประจุที่ผิวอนุภาคเป็นบวก และมีขนาดใหญ่ขึ้น คือ ขนาดเล็ก (249.67 ? 29.6 nm) ขนาดกลาง (559 ? 17.21 nm) และขนาดใหญ่ (1,240 ? 62.45 nm) ตามลำดับ แต่การกักเก็บและการบรรจุแอนติเจนของไคโตแซนนาโนพาร์ทิเคิลมีค่าลดลง คือ ร้อยละของการกักเก็บแอนติเจน เท่ากับ 76.49 ? 4.72, 68.52 ? 6.01 และ 66.77 ? 7.95 ตามลำดับ และร้อยละของการบรรจุแอนติเจน มีค่าเท่ากับ 31.62 ? 1.52, 27.61 ? 1.68 และ 27.03 ? 1.27 ตามลำดับ การปลดปล่อยแอนติเจนจากไคโตแซนนาโนพาร์ทิเคิลมีลักษณะคล้ายคลึงกัน คือ ปลดปล่อยแอนติเจนได้ดีที่ pH 4.5 โดยมีค่าร้อยละของการปลดปล่อยแอนติเจนในวันที่ 2 เท่ากับ 86.62 ? 1.52, 85.20 ? 1.44 และ 83.02 ? 1.36 ตามลำดับ ส่วนการปลดปล่อยแอนติเจนที่ pH 6.8 และ pH 7.4 มีค่าลดลง เมื่อเก็บ ไคโตแซนนาโนพาร์ทิเคิลในรูปผงแห้งไว้ที่อุณหภูมิ 4 ?C นาน 3 เดือน พบว่าทั้งสามขนาดมีความคงตัวทางกายภาพ และแอนติเจนที่กักเก็บไม่เสียสภาพ ผลการศึกษาฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันของไคโตแซนนาโนพาร์ทิเคิลที่กักเก็บโอวัลบูมิน เมื่อเทียบกับสารละลายโอวัลบูมิน พบว่าไคโตแซนนาโนพาร์ทิเคิลทั้งสามขนาด สามารถเสริมฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันแบบ HIR ได้ดีกว่าสารละลายโอวัลบูมิน โดยประสิทธิภาพในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของไคโตแซนนาโนพาร์ทิเคิลไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่พบแนวโน้มของระดับ sIgA ในน้ำลาย สารคัดหลั่งจากเยื่อบุโพรงจมูก และเยื่อบุช่องคลอดที่เพิ่มขึ้นตามขนาดอนุภาคที่ลดลง ไคโตแซนนาโนพาร์ทิเคิลสามารถเสริมฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันแบบ CMIR ได้ดีกว่าสารละลายโอวัลบูมินเช่นกัน โดยไคโตแซนนาโนพาร์ทิเคิลขนาดเล็ก และขนาดกลาง สามารถกระตุ้นการหลั่ง IL-4 และ IFN-? ได้ดีกว่าขนาดใหญ่ งานวิจัยนี้สามารถสรุปได้ว่า ไคโตแซนนาโนพาร์ทิเคิลขนาดเล็ก และขนาดกลางเป็นขนาดอนุภาคที่เหมาะสมสำหรับการเตรียมเป็นระบบนำส่งวัคซีนทางจมูกมากกว่าอนุภาคขนาดใหญ่ เนื่องจากมีคุณสมบัติทางกายภาพที่ดี มีประจุที่ผิวอนุภาคเป็นบวก สามารถกักเก็บแอนติเจนได้สูง มีการปลดปล่อยแอนติเจนได้ดีที่ pH 4.5 แอนติเจนที่กักเก็บไม่เสียสภาพ ระบบนำส่งมีความคงตัวทางกายภาพ และสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันแบบ HIR ทั้ง mucosal immune response และ systemic immune response และสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันแบบ CMIR ได้ดีอีกด้วย ศัพท์สำคัญ: ไคโตแซนนาโนพาร์ทิเคิล การนำส่งวัคซีนทางจมูก การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่เยื่อบุผิว การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในกระแสเลือด โอวัลบูมิน

คำสำคัญ

vaccineฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันCell mediated immunityImmunostimulating activityอหิวาต์สุกรHumoral immunity <br>subunit vaccine E2ภูมิคุ้มกันชนิดเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิดสารน้ำ <br>Classical Swine Feverสับยูนิตวัคซีน ชนิด E2

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การศึกษาฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันของ subunit vaccine E2 ของโรคอหิวาต์สุกรที่ใช้ระบบนำส่งผ่านทางจมูก

ชุตินันท์ ประสิทธิ์ภูริปรีชา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. 2556

การทดสอบวัคซีนสับยูนิตอีทูของโรคอหิวาต์สุกรที่ใช้ระบบนำส่งทางจมูก

สาธร พรตระกูลพิพัฒน์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. 2552

การพัฒนาระบบนำส่งทางจมูกของสับยูนิตวัคซีนอีทูโดยเทคโนโลยีนาโน

วันดี รังสีวิจิตรประภา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. 2557

การพัฒนาระบบนำส่งทางจมูกของสับยูนิตวัคซีนอีทูเพื่อป้องกันโรคอหิวาต์ในสุกร

วันดี รังสีวิจิตรประภา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. 2552

การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลของสารสกัดขิงในการรักษาโรคจมูกอักเสบ จากภูมิแพ้

ไวพจน์ จันทร์วิเมลือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2559

การตรวจทางเซลล์วิทยาของเยื่อบุจมูกและอาการของโรคจมูกอักเสบเรื้อรัง ชนิดไม่แพ้

ทรงกลด เอี่ยมจตุรภัทร พ.ศ. 2557

การใช้อิมมูนบำบัดชนิดอมใต้ลิ้นรักษาโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้

จิระพงษ์ อังคะรา มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช พ.ศ. 2562

การเปรียบเทียบการตรวจย้อมวินิจฉัยเชื้อไวรัสเอ็ปสไตน์-บาร์ (Epstein-Barr virus : EBV) ในเนื้อเยื่อมะเร็งหลังโพรงจมูก โดยเทคนิคอิมมูโนฮีสโตเคมีกับเทคนิคระดับโมเลกุล

นิพนธ์ ประดิษฐผล เครือข่ายส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมทางสังคมศาสตร์ พ.ศ. 2560

ฤทธิ์ต้านการแพ้ฤทธิ์ต้านการอักเสบและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดตำรับปราบชมพูทวีปที่ใช้รักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้

อรุณพร อิฐรัตน์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2557

การทดสอบความแรงของวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ โดยการประเมินประสิทธิภาพ ของการสร้างภูมิคุ้มกันในหนูถีบจักรด้วยเทคนิค ELISA

สุรินทรา หลานวงศ์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พ.ศ. 2563