การสร้างและถ่ายทอดเทคโนโลยีเครื่องเสริมงานเชื่อมไฟฟ้าเพื่ออุตสาหกรรมยานยนต์
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศสามารถนำเข้าเงินตราต่างประเทศได้เป็นจำนวนมากและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้อย่างมหาศาล รวมทั้งอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศไทยสร้างงานให้กับแรงงานจำนวนกว่า 350,000 คน มีผู้ผลิต 1,657 ราย และโรงงานรวม 2,237 แห่ง ซึ่งส่วนมากผู้ผลิตดังกล่าวเป็นภาคธุรกิจขนาดย่อม (SMEs) โดยรัฐบาลได้มีการกําหนดนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีทิศทางที่ชัดเจนให้มีความสอดคล้องระหว่างนโยบายของหน่วยงานต่าง ๆดังนี้ การเร่งสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุน, การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ดีเพื่อเตรียมรองรับแนวโน้มเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นเทคโนโลยีขั้นสูง, สนับสนุนและส่งเสริมการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันที่สําคัญในด้านบุคลากร, การบริหารจัดการเพื่อให้พัฒนาให้เกิดผลิตภาพเพิ่มอย่างต่อเนื่องและการยกระดับความสามารถด้านมาตรฐานของประเทศ ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นประเด็นสําคัญที่จะช่วยรักษาและขยายการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ของประเทศไทยในอนาคตได้ ซึ่งประเทศไทยได้มีการนำเทคโนโลยีการเชื่อมมิก (MIG) มาใช้ในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์เพื่อการผลิตล้อเหล็กสำหรับรถใช้งานเพื่อความแข็งแรง ทนทาน แต่ในปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ประสบปัญหาเรื่องการเชื่อมชิ้นงาน เพราะการเชื่อมชิ้นงาน อาทิ เช่น กระทะล้อ โครงสร้างรถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น มีความล่าช้าและใช้แรงงานคนมากในการประกอบและซ่อมแซมชิ้นส่วนยานยนต์ อีกทั้งยังมีการใช้อุปกรณ์เสริมที่ไม่ได้มาตรฐานร่วมกับเครื่องเชื่อม คือ แท่นหมุน ซึ่งจะทำให้รอยเชื่อมของกระทะไม่เป็นแนวอย่างสม่ำเสมอตลอดการเชื่อมส่งผลต่อคุณภาพและความแข็งแรงของชิ้นงานหลังการเชื่อม ซึ่งอุตสาหกรรมยานยนต์ในประไทยยังไม่มีอุปกรณ์เสริมที่ใช้ร่วมกับเครื่องเชื่อมไฟฟ้าเพื่อช่วยทุ่นแรงงานคนและลดระยะเวลา หากสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้จะเพิ่มมูลราคาในการแข่งขันส่งออกในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์และยังสามารถสร้างโอกาสในการแข่งขันทางตลาดเพื่อเป็นฐานการผลิตภาคอุตสาหกรรมยานยนต์อีกด้วย ผลการทดลองเมื่อเปรียบเทียบกระทะขนาด 15 นิ้วใช้พลังงานไฟฟ้า 49 บาทต่อเดือน กระทะขนาด 16 นิ้วใช้พลังงานไฟฟ้า 53 บาทต่อเดือน กระทะขนาด 17 นิ้วใช้พลังงานไฟฟ้า 78 บาทต่อเดือน กระทะขนาด 20 นิ้วใช้พลังงานไฟฟ้า 101 บาทต่อเดือน