การพัฒนาเครื่องรีดยางเครพสำหรับเกษตรกรสวนยางขนาดย่อม
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
เงื่อนไขที่ใช้สำหรับออกแบบการทดลอง คือ ต้องรีดให้ค่าความหนาสุดท้ายไม่เกิน 2 เซนติเมตร ดังนั้นจึงได้แบ่งการทดลองออกเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงแรกจะเป็นการรีดที่ระยะห่างลูกกกลิ้ง 10 มม. ซึ่งจะเป็นการรีดแผ่นยางที่ออกมาจากเครื่องนวดยาง ซึ่งมีความหนาประมาณ 25 มม. ช่วงที่สองจะทำการปรับระยะห่างลูกกลิ้งลงเหลือ 6 มม. เป็นการรีดแผ่นยางซ้ำต่อจากการรีดช่วงแรก ช่วงที่สามจะทำการปรับระยะห่างลูกกลิ้งลงเหลือ 3 มม. เป็นการรีดแผ่นยางซ้ำต่อจากการรีดช่วงที่สอง การทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระยะลูกกลิ้งที่เหมาะสมกับการรีดยางเครพ เพื่อให้ได้แผ่นยาง เครพตามมาตรฐานที่ตั้งไว้ โดยมีสมมติฐานว่าการปรับระยะห่างของลูกกลิ้งของเครื่องรีดยางเครพ มีผลต่ออัตราการลดลงของน้ำหนักและความหนาของแผ่นยาง รวมถึงอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้า การปรับระยะห่างลูกกลิ้งในการทดลองช่วงที่ 3 ที่ปรับระยะห่างลูกกลิ้งจาก 6 มม. ลงมาเหลือ 3 มม. เป็นช่วงที่มีอัตราการลดลงของน้ำหนักและความหนาของแผ่นเครพน้อยที่สุด และยังมีอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานต่ำที่สุดด้วยเช่นกัน เนื่องจากการทดลองในช่วงที่ 3 มีอัตราการเปลี่ยนแปลงระยะห่างของลูกกลิ้งต่ำที่สุด คือ 3 มม. (6 มม. – 3 มม. = 3 มม.) ในขณะที่การทดลองช่วงที่ 1 และการทดลองช่วง 2 มีอัตราการเปลี่ยนแปลงระยะห่างของลูกกลิ้งเป็น 10 มม. และ 4 มม. ตามลำดับ และจากผลการทดลองพบว่าเครื่องรีดยางเครพที่พัฒนาขึ้นสามารถรีดยางแผ่นได้ความหนาตามมาตรฐานยางเครพที่ตั้งไว้คือไม่เกิน 2 ซม. โดยยางเครพที่ได้จากเครื่องรีดยางเครพนี้ทุกแผ่นมีความหนาต่ำกว่า 2 ซม. โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.646 ซม. 1.381 ซม. และ 1.275 ซม. จากการรีดครั้งที่ 1 – 3 ตามลำดับ สามารถสรุปได้ว่าการเปลี่ยนแปลงระยะห่างของลูกกลิ้ง มีผลโดยตรงกับแรงบิดที่ใช้ในการเอาชนะแรงต้านทานจากแผ่นยาง ถ้าอัตราการเปลี่ยนแปลงระยะห่างของลูกกลิ้งมากจะทำให้ต้องใช้แรงบิดมากในการเอาชนะแรงต้านทานจากแผ่นยาง