ความหลากหลายและประสิทธิภาพของแบคทีเรียและเชื้อราละลายฟอสเฟตจากดินบริเวณรากข้าวในพื้นที่นาภาคเหนือตอนบน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
พื้นที่ปลูกข้าวนาที่สูง นาขั้นบันได และนาข้าวไร่ในเขตภาคเหนือตอนบน มักพบปัญหาเรื่องดินกรด ซึ่งส่งผลต่อความเป็นประโยชน์ของธาตุฟอสฟอรัสในดิน จึงได้ดำเนินโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดแยกจุลินทรีย์ดินที่สามารถละลายฟอสเฟตได้ และคัดเลือกเชื้อที่มีประสิทธิภาพเพื่อพัฒนาผลิตเป็นปุ๋ยชีวภาพต่อไป จากตัวอย่างดินบริเวณรากข้าว 245 ตัวอย่าง พบว่า เชื้อแบคทีเรียสามารถละลายฟอสเฟตได้ดีกว่าเชื้อรา และจำแนกแบคทีเรียละลายฟอสเฟตด้วยวิธี Biolog? ได้ 13 Family คือ Bacilaceae Microbacteriaceae Sporolactobacillaceae Rothia Paenibacillaceae Enterobacteriaceae Xanthomonadaceae Brucellaceae Comamonadaceae Oxalobacteraceae Pseudomonadaceae Burkholderiaceae และ Neisseriaceae จากการคัดเลือกเชื้อที่มีประสิทธิภาพละลาย Ca3(PO4)2 ในอาหารเหลว Pikovskayas (PVK) พบ 25 ไอโซเลท สามารถละลายฟอสเฟตได้สูง 100-183 ppm และผลการคัดเลือกเชื้อที่มีประสิทธิภาพละลาย Ca3(PO4)2 ในดินกรด (pH=4.67) พบ 13 ไอโซเลท สามารถละลายฟอสเฟตได้มากกว่า 50 ppm โดยเชื้อ Bacillus australimaris ละลายฟอสเฟตได้สูงสุด 344 ppm สำหรับการทดสอบการเจริญเติบโตของข้าวพันธุ์ R258 ในสภาพโรงเรือน พบว่า การใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินร่วมกับการปลูกแบคทีเรียละลายฟอสเฟตช่วยส่งเสริมให้ต้นข้าวมีความสูง น้ำหนักต้นและราก สูงกว่าตำรับควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และมีแนวโน้มมีปริมาณฟอสฟอรัสทั้งหมดในต้นสูง และการใส่ปุ๋ยเคมีร่วมกับเชื้อ Flavicella marina Pseudomonas guangdongensis และ Acinetobacter pittii ให้น้ำหนักรวงสูงกว่าการใส่ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว