ผลของโปรแกรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมด้านการจัดการการยศาสตร์ต่อการดูแลตนเองและความรุนแรงของอาการข้อเข่าเสื่อมหรือปวดหลังส่วนล่างในผู้ประกอบการค้าแผงลอยสูงอายุ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบการดูแลตนเอง และ ความรุนแรงของอาการข้อเข่าเสื่อมหรือ ปวดหลังส่วนล่างของกลุ่มทดลอง ระหว่างก่อนและหลังเข้าร่วม โปรแกรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมด้านการจัดการกรยศาสตร์ 2) เปรียบเทียบการดูแลตนเองและความรุนแรง ของอาการข้อเข่าเสื่อมหรือปวดหลังส่วนล่างระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม หลังเข้าร่วมโปรแกรม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมด้านการจัดการการยศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ประกอบการค้าแผงลอยสูงอายุในตลาด 5 แห่ง ของจังหวัดสงขลา จำนวน 150 ราย เป็นกลุ่มทดลอง 75 ราย และกลุ่มควบคุม 75 ราย โดยแบ่งกลุ่ม ทดลอง และกลุ่มควบคุมเป็น 6 กลุ่มย่อย กลุ่มละ 25 คน ตามจำนวนและลักษณะอาการ คือ กลุ่มที่มีอาการ ปวดทั้งเข่าและหลัง กลุ่มที่มีอาการปวดหลังเพียงอย่างเดียว และ กลุ่มที่มีอาการปวดเข่าเพียงอย่างเดียว กลุ่ม ทดลองเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมด้านการจัดการการยศาสตร์เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ เก็บ รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามการดูแลตนเองปวดหลังส่วนล่าง หรือปวดเข่า และแบบสอบถามความ รุนแรงของอาการข้อเข่าเสื่อม หรือปวดหลังส่วนล่าง วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติบรรยาย การทดสอบไคส แควร์ เปรียบเทียบการดูแลตนเองปวดเข่า หรือปวดหลังส่วนล่าง และความรุนแรงของอาการข้อเข่าเสื่อมหรือ อาการปวดหลังส่วนล่างของกลุ่มทดลอง ระหว่างก่อนและหลังการทดลองด้วยการทดสอบทีคู่ (Paired t-test) และการทดสอบวิล คอกชัน (Wlcoxson rank test) ระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม หลังเข้าร่วม โปรแกรมด้วยการทดสอบที่ อิสระ (Independent t-test) และการทดสอบแมน วิทนีย์ (Mann Witney U test) สถิติ ในขณะที่คะแนนความรุนแรงของอาการข้อเข่าเสื่อม และอาการปวดหลังส่วนล่างภายหลังเข้าร่วม โปรแกรมลดลงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (t = 3.93, p= 0.01 ) (Z = 3.340, p = 0.00) และคะแนนปวด หลังส่วนล่างน้อยกว่ากลุ่มควบคุม (Z =208.5, P = 0.04 ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่พบว่าคะแนนความ รุนแรงของอาการช้อเข่าเสื่อมระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองไม่แตกต่างกัน (t = 0.08, p = 0.93) การ ดูแลตนเองปวดหลัง ในกลุ่มทดลองกลุ่มที่ 2 มีคะแนนการดูแลตนเองปวดหลัง ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม เพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (t = 11.10, p= 0.00 ) และมากกว่ากลุ่มควบคุม (t = 7.34, p = 0.0) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และพบว่าคะแนนความรุนแรงของอาการปวดหลังส่วนล่างภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม ลดลงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (Z = 2.579, p= 0.02 ) และน้อยกว่ากลุ่มควบคุม (Z = 186.50, p = 0.01 ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การดูแลตนเองปวดเข่า ในกลุ่มทดลองกลุ่มที่ 3 มีคะแนนการดูแลตนเองปวดเข่า ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (t = 6.32, p= 0.00 ) และมากกว่ากลุ่ม ควบคุม (t = 6.15, P = 0.00 ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และพบว่าคะแนนความรุนแรงของอาการปวดเข่า ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมลดลงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (Z = 4.374, p= 0.00 ) และน้อยกว่ากลุ่มควบคุม (Z =129.02, p = 0.00 ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษาครั้งนี้มีข้อเสนอแนะต่อพยาบาลและบุคลากรทางสุขภาพ ในการติดตามประเมินอาการ ปวดหลังส่วนล่าง และข้อเข่าเสื่อม ในกลุ่มผู้สูงอายุที่ประกอบอาชีพค้าขายแผงลอย โดยส่งเสริมให้มีการ จัดการด้านการยศาสตร์ที่เน้นการมีส่วนร่วม เพื่อให้สามารถควบคุมความรุนแรงของอาการข้อเข่าเสื่อม และ ปวดหลังส่วนล่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ