แหล่งทํารังวางไข่และประชากรของนกปากห่าง (Anastomus oscitans ) ในที่ราบลุ่มภาคกลางตอนล่างของประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
มงคล ไชยภักดี. 2554. แหล่งทำรังวางไข่ และประชาก รของนกปากห่าง (Anastom nus oscitans ) ในที่ราบ ลุ่มภาคกลางตอนล่างของประเทศไทย. หน้า 29-50. ใน ผลงานวิจัย และรายงานความก้าวหน้างานวิจัย ประจำปี 2553. กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. กรุงเทพฯ. การสำรวจแหล่งทำรังวางไข่ และประชากรของนกปากห่าง Asian Open-billed Stork (Anastomus oscitans(Boddaert)1783.)ในที่ราบลุ่มภาคกลางตอนล่างของประเทศไทย ดำเนินการตั้งแต่ เดือนมกราคม พ.ศ. 2547 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2553 ผลการศึกษาสำรวจพบแหล่ง ทำรังวางไข่ ของนกปากห่างจำนวนรวมทั้งสิ้น 56 แห่ง (Colonies) อยู่ในพื้นที่ 13 จังหวัด 33 อำเภอ 51 ตำบล โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547-2553 สำรวจพบแหล่งทำรังวางไข่ จำนวน 20 23 22 22 24 32 และ 32 แห่งต่อปี ตามลำดับ หรือเฉลี่ย 25 แห่งต่อปี สามารถประเมินจำนวนประชากรนกปากห่างเมื่อ สิ้นสุดฤดูกาลผสมพันธุ์ ได้ดังนี้ พ.ศ. 2547 มี 346,564 ตัว (86,.641 รัง) พ.ศ. 2548 มี 313,452 ตัว (78,363 รัง) w.ศ. 2549 มี 347,956 ตัว (86,989 รัง) พ.ศ. 2550 มี 349,304 ตัว (87,326 รัง) พ.ศ. 2551 มี 86,124 ตัว (21,531 รัง) พ.ศ. 2552 มี 192,992 ตัว (48,248 รัง) และ พ.ศ. 2553 มี 179,164 ตัว (44,791 รัง) ในช่วงเวลา 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ( พ.ศ. 2512 -2552) ประชากรของนกปากห่างในที่ราบลุ่ม ภาคกลางตอนล่างเพิ่มขึ้น โดยมีคำความแตกต่างระหว่างจำนวนรัง ในปี พ.ศ.2512 และ 2552 เพิ่มขึ้น 41,663 รัง คิดเป็นร้อยละ 632.69 แต่จากการศึกษาในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2547-2553) ประชากร กำลังมีแนวโน้มที่จะลดจำนวนลงเรื่อยๆ โดยมีคำความแตกต่งระหว่างจำนวนรัง ในปี พ.ศ. 2547 และ 2553 ลดลง 41,850 รัง คิดเป็นร้อยละ 48.30 สาเหตุเนื่องจากนกปากห่างที่อยู่รวมกลุ่มจำนวนมาก ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชนจากการที่มูลนกส่งกลิ่นเหม็นรบกวน ไรนก และขนนก ฟุ้งกระจาย ก่อโรคภูมิแพ้ และยังสร้างความวิตกกังวลว่าอาจเป็นพาหะนำโรคไข้หวัดนก ประกอบกับความต้องกรขยายพันที่เกษตรกรรม ทำให้ทัศนคติของประชาชนที่มิต่อการอนุรักษ์นกปากห่าง เริ่มเปลี่ยนไปในทางลบ แหล่งทำรังวางไข่จำนวนมากจึงถูกทำลายลง โดยเฉพาะในจังหวัด พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี และนครปฐม ซึ่งส่งผลให้นกปากห่างปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำรัง เป็นกลุ่มขนาดเล็กลง แต่มีจำนวนแหล่งทำรังเพิ่มขึ้น โดยกระจายออกไปทั่วพื้นที่ และมีแนวโน้มที่จะ เคลื่อนย้ายพื้นที่ทำรังวางไข่ออกไปทางทิศเหนือ และทิศตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งหากเกิดการระบาดของโรค ไข้หวัดนกในนกปากห่างจะทำให้การควบคุมสถานการณ์ทำได้ยากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันนกกระจาย ออกไปอยู่เป็นกลุ่มเล็กๆ ทั่วพื้นที่