นิเวศวิทยาของเหยี่ยวดำชนิดย่อยประจำถิ่นในประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังไม่มีการศึกษานิเวศวิทยาของเหยี่ยวดำ ชนิดย่อย govinda อย่างเป็นระบบ กอปรกับสถานการณ์การลดลงของจำนวนประชากรในภูมิภาคนี้ จากปัญหาการการค้านกนักล่าผิดกฎหมาย และการลดลงของถิ่นอาศัย ที่มีแตกต่างจากการเพิ่มขึ้นของประชากรในอนุทวีปอินเดียที่เหยี่ยวดำชนิดย่อยนี้ปรับตัวได้ โดยอาศัยประโยชน์จากกิจกรรมของมนุษย์ให้เอื้อต่อการดำรงชีวิต ข้อมูลการศึกษาที่ผ่านมาได้จัดสถานภาพของเหยี่ยวดำชนิดย่อยนี้เป็นนกประจำถิ่น อย่างไรก็ตาม สถานภาพที่แท้จริง ทั้งในส่วนของการติดตามเคลื่อนที่ย้ายถิ่น และจำนวนประชากรที่แท้จริงยังไม่มีการศึกษา การศึกษานิเวศวิทยาของเหยี่ยวดำชนิดย่อยประจำถิ่นในประเทศไทย ที่ประกอบด้วย นิเวศวิทยาการสืบพันธุ์ ขนาดพื้นที่อาศัย และรูปแบบการใช้พื้นที่ในการศึกษานี้ จึงมีเป้าหมายเพื่อศึกษา และเติมเต็มการขาดข้อมูลดังกล่าวจากการดำเนินการศึกษาวิจัยตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2563 – มิถุนายน พ.ศ. 2565 ด้วยการสำรวจโดยตรง การใช้กล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่า และเครื่องส่งสัญญาณดาวเทียมติดตามตัวสัตว์ พบจำนวนรังทั้งหมด 39 รัง มากที่สุดในอำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก เท่ากับ 34 รัง นอกจากนี้ยังพบรังในจังหวัดปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง และเพชรบุรี มีฤดูผสมพันธุ์เดือนกันยายน - มิถุนาคม มีจำนวนลูกในรังเฉลี่ย 1.75 ตัว และมีความสำเร็จของการสืบพันธุ์ร้อยละ 72.41 มีค่าดัชนีความหลากหลายของเหยื่อ เท่ากับ 1.44 โดยมีเหยื่อที่เป็นหนูในสกุลหนูท้องขาวมากที่สุด (9.04%) จำนวนที่ประชากรที่นับได้สูงสุดใน อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก เท่ากับ 218 ตัว โดยเหยี่ยวดำ 1 ตัวล่าหนูนา อย่างน้อย 111.6 ตัว/ปี มีปัจจัยคุกคามจากธรรมชาติ ได้แก่ อีกา และสภาพอากาศ และปัจจัยคุกคามจากกิจกรรมของมนุษย์ที่ประกอบด้วยการลักลอบนำลูกเหยี่ยวออกจากรังเพื่อการค้านกนักล่าผิดกฎหมาย การสูญเสียแหล่งอาศัยจากการสร้างสิ่งปลูกสร้างของมนุษย์และการเผาพื้นที่เพื่อการเกษตรกรรมและการล่าสัตว์ เป็นครั้งแรกของโลกในการติดตามด้วยเครื่องส่งสัญญาณฯ ในชนิดพันธุ์นี้ เหยี่ยวดำ จำนวน 6 ตัว ที่มีความแตกต่างของอายุและเพศ พบว่าเหยี่ยวดำชนิดย่อยนี้ แสดงพฤติกรรมอพยพระยะไกลจากประเทศไทยสู่อนุทวีปอินเดีย จำนวน 5 ตัว ด้วยรูปแบบการอพยพทิศทางตะวันออก-ตะวันออก และแบบวงรอบ มีความเร็วและความสูงในการบินในถิ่นอาศัยและการอพยพ และระหว่างช่วงอายุที่แตกต่างกัน มีขนาดพื้นที่อาศัยในฤดูผสมพันธุ์ที่เล็กกว่าพื้นที่อาศัยนอกฤดูผสมพันธุ์ และใช้พื้นที่เกษตรกรรมเป็นถิ่นอาศัยสูงที่สุด ในขณะที่อาศัยในพื้นที่เมืองน้อยที่สุด ข้อมูลจากการศึกษาในครั้งนี้ทำให้ทราบปัจจัยที่เอื้อต่อการสืบพันธุ์ และองค์ความรู้ใหม่ทางนิเวศวิทยาการอพยพที่จะเป็นข้อมูลที่สำคัญยิ่งต่อการจัดการประชากร และการอนุรักษ์ในอนาคต มุ่งหวังเพิ่มศักยภาพชุมชนสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่เอื้อประโยชน์ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และการอนุรักษ์ไว้อย่างสมดุล