กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการส่งเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตตามหลักวุฒิธรรม 4 สำหรับผู้สูงอายุ 2) เพื่อสร้างรูปแบบการส่งเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตตามหลักวุฒิธรรม 4 สำหรับผู้สูงอายุ และ3) เพื่อหาประสิทธิภาพรูปแบบการส่งเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตตามหลักวุฒิธรรม 4 สำหรับผู้สูงอายุ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง คือผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุโรงพยาบาลอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม จำนวน 184 คน โดยการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการเปิดตารางสำเร็จของเกรจซี่ (Krejcie) และมอร์แกน (Morgan) และใช้วิธีสุ่มแบบง่ายโดยการจับฉลากในการเก็บรวบรวมข้อมูล พร้อมทั้งทำการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้สูงอายุ จำนวน 5 คน และการสนทนากลุ่ม จำนวน 10 คนเครื่องมือที่ใช้คือแบบ สอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.71 สถิติที่ใช้คือ สถิติบรรยาย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน ได้แก่ สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson product moment correlation) ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้สูงอายุที่ตอบแบบสอบถาม เป็นเพศหญิง มีอายุ 66-70 ปี มีการศึกษาระดับประถมศึกษา มีปัญหาสุขภาพจิต อยู่ในเกณฑ์ต่ำ คือ รู้สึกเบื่อหน่ายท้อแท้กับการดำเนินชีวิตประจำวัน รู้สึกว่าชีวิตมีแต่ความทุกข์ และรู้สึกผิดหวังในตัวเอง 2. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกการส่งเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตตามหลักวุฒิธรรม 4 สำหรับผู้สูงอายุในจังหวัดสมุทรสงคราม พบว่า การส่งเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ ประกอบด้วย การคบคนดี มีศีลธรรม เข้าวัดเพื่อทำบุญ ปฏิบัติธรรม รักษาศีล ทำจิตใจให้สงบ ผ่องใส และดำเนินชีวิตสายกลาง ฝึกฝนตนเองให้เป็นผู้สามารถเตือนตนเองได้ 3. รูปแบบการส่งเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตตามหลักวุฒิธรรม 4 สำหรับผู้สูงอายุในจังหวัดสมุทรสงคราม คือ S-I-M-F-E MODEL 4. ผลการทดสอบสมมุติฐานการหาประสิทธิภาพรูปแบบการส่งเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตตามหลักวุฒิธรรม 4 พบว่า การส่งเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตตามหลักวุฒิธรรม 4 สำหรับผู้สูงอายุในจังหวัดสมุทรสงคราม หลังฝึกอบรมสูงกว่าก่อนฝึกอบรมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01