นิเวศวิทยาและองค์ประกอบทางเคมีของมะพร้าวนกกกเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์บนฐานของการอนุรักษ์
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานิเวศวิทยาและองค์ประกอบทางเคมีของมะพร้าวนกกก เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์บนฐานของการอนุรักษ์ ในพื้นที่ป่าลุ่มน้ำลี จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยใช้แปลงสุ่มตัวอย่าง (Quadrat method) ขนาด 40 ม.X40 ม. จำนวน 10 แปลง ศึกษาลักษณะสังคมพืช คุณสมบัติทางกายภาพและเคมีของดิน ได้แก่ Texture, Moisture, pH, OM, Total N, Available P, Extractable K, Ca, Mg, S, Fe, Mn, Na, Cu, และ Zn เก็บตัวอย่างมะพร้าวนกกกแยกเป็น เปลือกไม้ เปลือกผล เยื่อหุ้มเมล็ด เปลือกหุ้มเมล็ด และเมล็ด นำมาวิเคราะห์ ปริมาณกรดเบนโซอิก ความชื้น โปรตีน ไขมัน เยื่อใย เถ้า คาร์โบไฮเดรต ค่าความเป็นกรด และกรดไขมันอิสระ ปริมาณแร่ธาตุ ได้แก่ K, Mg, Ca, Na, Cu, Mn, Fe และ Zn วิเคราะห์ปริมาณสารฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ด้วย DPPH และ ABTS ตลอดจนศึกษาการเพาะขยายพันธุ์มะพร้าวนกกกด้วยเมล็ด เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ผลการศึกษาลักษณะสังคมพืช พบพันธุ์ไม้ 35 วงศ์ จำแนกได้ 64 ชนิด ไม่สามารถจำแนกได้ 3 ชนิด มีความหลากหลายของพันธุ์ไม้ เท่ากับ 4.24 มีความหนาแน่นเฉลี่ย 137 ต้น/ไร่ พื้นที่หน้าตัดลำต้นรวม เท่ากับ 2.32 ตร.ม./ไร่ โดยต้นมะพร้าวนกกกนั้น มีความหนาแน่นเฉลี่ย 13 ต้น/ไร่ ความหนาแน่นสัมพัทธ์ 9.58 % มีพื้นที่หน้าตัดของลำต้น 0.38 ตร.ม./ไร่ ความเด่นมีค่า 16.19 % ค่าดัชนีความสำคัญทางนิเวศวิทยาเท่ากับ 30.55 คิดเป็นดัชนีความสำคัญทางนิเวศสัมพัทธ์ 10.18 % คุณสมบัติดินมีลักษณะเนื้อดินเป็นดินเหนียว มีความชื้นเฉลี่ยเท่ากับ 24.573% ดินมีสภาพเป็นกรดจัดมากถึงกรดจัด มีค่า pH เฉลี่ยเท่ากับ 4.06 ส่วนปริมาณ OM และ N มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 16.092 % และ 0.238 % ตามลำดับ ส่วน P มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.815 mg/kg สำหรับปริมาณ K, Ca, Mg, S, Na, Cu, Mn, Fe และ Zn มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 64.658, 6.874, 114.941, 75.026, 20.150, 1.751, 34.396, 52.375 และ 0.300 mg/kg ตามลำดับ ผลการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีในส่วนต่างๆ ของมะพร้าวนกกก พบปริมาณกรดเบนโซอิกในเปลือกไม้สูงสุด (48.698 + 0.47 mg/kg) ในเมล็ดพบคาร์โบไฮเดรตสูงสุด (24.684%) ส่วนในเยื่อหุ้มเมล็ดพบเยื่อใยสูงสุด (21.25%) ในเมล็ดมีค่าความเป็นกรดและกรดไขมันอิสระ เท่ากับ 1.680% และ 0.845% ตามลำดับ ในเมล็ด พบธาตุ K>Mg>Mn>Ca>Na>Fe>Cu>Zn มีค่าอยู่ในช่วง 3.097-4,913.926 mg/kg ในใบมีการสะสมธาตุ K, Mg, Ca และ Mn สูงสุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 6349.879 + 885.55, 4445.567 + 887.95, 408.968 + 66.71 และ 1425.056 + 231.5 mg/kg ตามลำดับ ส่วน Zn พบสะสมในกิ่งสูงสุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 18.003 + 4.33 mg/kg สำหรับธาตุ Na และ Mn พบสะสมในเปลือกไม้ สูงสุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 96.945 + 17.78 และ 317.066 + 48.7 mg/kg ตามลำดับ ส่วน Cu มีปริมาณสะสมในเยื่อหุ้มเมล็ดสูงสุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 28.409 + 0.31 mg/kg และจากการตรวจสอบฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH assay พบว่า สารสกัดจากเมล็ด มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระมากที่สุด มีค่า IC50 เท่ากับ 1.035 mg/mL ตามลำดับ ส่วนการตรวจสอบฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระ ด้วยวิธี ABTS assay พบว่า สารสกัดจากใบ เปลือกต้น และเมล็ดแห้ง มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงสุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 9.915, 9.18 และ 8.941 mg TEAC/100g DW ตามลำดับ โดยพบปริมาณสารฟีนอลิกทั้งหมด ในสารสกัดจากเปลือกหุ้มเมล็ด สูงสุด คือ 64.256 mg GAE/100 g ส่วนปริมาณสารฟลาโวนอยด์พบมากในสารสกัดจากเมล็ด และเมล็ดแห้ง เท่ากับ 46.267 และ 45.111 mg QE/100 g ตามลำดับ การเพาะเมล็ดมะพร้าวนกกก พบว่า มีอัตราการงอก 76% เมื่อนำไปทดลองปลูกในพื้นที่สวนวนเกษตร และพื้นที่ทุ่งกะโล่ เป็นระยะเวลา 5 เดือน พบว่า ต้นมะพร้าวนกกกที่ปลูกในพื้นที่ทุ่งกะโล่ และสวนวนเกษตร มีความสูงเฉลี่ย อยู่ในช่วง 11.39 – 20.70 เซนติเมตร เมื่อพิจารณาความอุดมสมบูรณ์ของดินจากปริมาณอินทรียวัตถุ ไนโตรเจน และกำมะถัน พบว่า ดินในพื้นที่ป่าธรรมชาติมีค่าสูงกว่าดินในแปลงทดลอง ส่วนปริมาณฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมในแปลงทดลองจะพบในปริมาณที่สูงกว่า ส่วนค่า pH ในดิน พบว่า ดินในแปลงทดลองมีความเป็นกรดน้อยกว่าดินในป่าธรรมชาติซึ่งเป็นกรดจัดมาก ส่วนสมบัติดินด้านความชื้น และลักษณะเนื้อดิน พบว่า ดินในแปลงทดลองมีลักษณะใกล้เคียงกับดินในป่าธรรมชาติของพื้นที่ศึกษา จะเห็นว่ามะพร้าวนกกก สามารถพัฒนาต่อยอดเพื่อนำไปใช้ในทางการแพทย์ได้ อีกทั้งเป็นพืชที่พบมากในพื้นที่จึงสามารถนำไปปลูกขยายพันธุ์ เพื่อฟื้นฟูสภาพป่าให้มีความอุดมสมบูรณ์ และพัฒนาให้เป็นพืชเศรษฐกิจต่อไปได้