กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
จากงานวิจัยเล่มนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสร้างนวัตกรรมส่งเสริมและพัฒนาการทำนาในแนวทางใหม่เพื่อลดต้นทุนในการผลิตข้าว โดยการใช้เทคโนโลยีช่วยในการผลิต จากการศึกษาออกแบบและสร้างเครื่องจักรมี ผลการทดสอบเครื่องคัดเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อใช้กับเครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับนาโยนแบบเม็ดเดี่ยวพบว่าจะใช้ความเร็วลม 6.5 เมตร/วินาที ซึ่งสามารถคัดแยกเมล็ดข้าวลีบได้ 100 เปอร์เซ็นต์ และเกิดการสูญเสียข้าวดีไปกับข้าวลีบ 3.99 เปอร์เซ็นต์ และมีกำลังการผลิตสูงสุดที่อัตราความเร็วลม 6.5 เมตร/วินาที เท่ากับ 112.2 กิโลกรัม/ชั่วโมง หรือ 897.6 กิโลกรัม/วัน โดยมีจุดคุ้มทุนของเครื่องจักรเมื่อทำการคัดเมล็ดพันธุ์ข้าวขายในราคากิโลกรัมละ 17 บาท คือ 4,055.0 กิโลกรัม หรือทำการคัดพันธุ์ข้าวเป็นเวลา 3.475 วัน ซึ่งหนึ่งวันทำงาน 8 ชั่วโมง ผลการทดสอบเครื่องหยอดเมล็ดข้าวในถาดเพาะ พบว่าการเตรียมข้าวในฮอปเปอร์จะสามารถเติมลงในถาดเพาะได้ 64.63 เปอร์เซ็นต์ ของถาดชนิด 434 หลุม และพบข้าวแตกหักเสียหาย 2.35 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการเติมข้าวโดยการเกลี่ยด้วยมือจะสามารถเติมข้าวในถาดได้ 99.53 เปอร์เซ็นต์ แต่การเติมด้วยมือเกลี่ยจะมีใช้เวลามากกว่าการเติมในฮอปเปอร์ จากการทดลองหากำลังการผลิตของเครื่องหยอดเมล็ดข้าวในถาดเพาะแบบเมล็ดเดี่ยว พบว่ามีอัตรากำลังการผลิตอยู่ที่ 56 ถาด/ชั่วโมง หรือ 448 ถาด/วัน โดยเครื่องหยอดเมล็ดข้าวในถาดเพาะแบบเมล็ดเดี่ยวมีจุดคุ้มทุนจากการผลิตที่ 11,324 ถาด หรือคิดเป็นเวลาทำงานที่ 26 วัน โดยคิดจากการทำงานวันละ 8 ชั่วโมง จากการทดลองเพาะปลูก พบว่าการเพาะปลูกโดยการโยนจากกล้าเมล็ดเดี่ยวมีระยะเวลาสั้นกว่าการเพาะปลูกแบบนาหว่าน 11 วัน โดยนาโยนจากกล้าเมล็ดเดี่ยวมีต้นทุนการเพาะปลูก 1,904.84 บาท/ไร่ ส่วนนาหว่ามีต้นทุนการเพาะปลูก 3,160 บาท/ไร่ และมีอัตราผลผลิตต่อไร่ของนาโยนด้วยกล้าข้าวแบบเมล็ดเดี่ยวอยู่ที่ 963 กิโลกรัม ส่วนนาหว่านมีอัตราผลผลิตต่อไร่อยู่ที่ 929 กิโลกรัม จากผลการวิจัยพบว่าการทำนาแบบนาโยนมีต้นทุนต่ำกว่านาหว่าน ซึ่งมีอัตราผลผลิตใกล้เคียงกัน