การพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องเก็บ-สับย่อยฟางข้าวหลังการเก็บเกี่ยวแบบลากจูงเพื่อการเพิ่มอินทรีย์วัตถุในนาข้าวจากเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร สำหรับสนับสนุนกระบวนการทำนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาต้นแบบเครื่องจักรกลการผลิตหลังการเก็บเกี่ยวสำหรับการจัดการและใช้ประโยชน์จากเศษฟางและตอซังข้าวที่เป็นวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรให้สามารถใช้ประโยชน์สำหรับการบำรุงดิน และช่วยลดปัญหาทางด้านมลภาวะทางอากาศเนื่องมาจากการเผาทำลายตอซังในนาข้าวหลังการเก็บเกี่ยว ผลจาการทดสอบประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องเก็บ-สับย่อยฟางและตอซังข้าวหลังการเก็บเกี่ยวแบบลากจูง พบว่าค่าความเร็วรอบของชุดใบมีดที่ใช้สำหรับการสับย่อยฟางและตอข้าวโดยใช้ความเร็วรอบของเครื่องยนต์ต้นกำลังในรอบการทำงานของเครื่องยนต์คงที่อยู่ที่ 2,000 รอบ/นาที มีความเหมาะสมอยู่ที่ 1,800 รอบ/นาที ซึ่งเป็นความเร็วรอบที่สูงสุด จะทำได้ลักษณะของรอยตัดที่มีความสมบูรณ์มากที่สุด ความเร็วรอบในการป้อนฟางข้าวของชุดเกลียวดูดที่เหมาะสมของฟางข้าวที่สับที่ได้อยู่ที่ 102 รอบ/นาที ซึ่งเป็นประสิทธิภาพการทำงานสูงสุดสามารถสับย่อยฟางและตอซังข้าวให้มีขนาดความยาวเฉลี่ย 8-10 เซนติเมตร ซึ่งเมื่อเครื่องทำงานในระยะเวลา 1 ชั่วโมงการทำงาน ก็จะสามารถสับย่อยฟางและตอซังข้าวได้ในปริมาณเฉลี่ย 450 กิโลกรัม/ชั่วโมง ปริมาณการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ต้นกำลังเท่ากับ 972 มิลลิลิตร/ชั่วโมง ผลการทดสอบหาระยะทาง/พื้นที่การทำงานของเครื่องเก็บ-สับย่อยฟางและตอซังข้าวหลังการเก็บเกี่ยวแบบลากจูงใช้เวลาในการเก็บฟางและตอซังข้าวในพื้นที่ 70 ตารางเมตร โดยใช้เวลาในการทำงาน 5.03 นาที เมื่อเทียบกับพื้นที่ขนาด 1 ไร่ ที่มีขนาด 1,600 ตารางเมตร พบว่าเครื่องมีประสิทธิภาพในการทำงาน 1 ชั่วโมง เท่ากับ 840 ตารางเมตร หรือเท่ากับ ? ไร่ ผลการวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์ของเครื่องเก็บ-สับย่อยฟางและตอซังข้าวหลังการเก็บเกี่ยวแบบลากจูงกับการใช้แรงงงานคนโดยใช้วิธีมูลค่าในอนาคต กำหนดให้เครื่องมีอายุการใช้งาน 3 ปี มีมูลค่าในอนาคตเท่ากับ 427,614 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการใช้แรงงานคน มีมูลค่าในอนาคตเท่ากับ 522,720 บาท ดังนั้นเมื่อมีการใช้เครื่องเก็บ-สับย่อยฟางและตอซังข้าวหลังการเก็บเกี่ยวแบบลากจูงแทนแรงงานคนภายในระยะเวลา 3 ปี จะสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 95,106 บาท ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ช่วงระยะเวลาของเงินทุนเมื่อเทียบสมรรถนะของเครื่องที่สามารถสับย่อยได้ 3,600 กิโลกรัม/วัน ขายเศษฟางได้ต่อวัน 720 บาท โดยมีต้นทุนการสร้างเครื่อง 120,000 บาท จะถึงระยะเวลาคืนทุนในระยะเวลา 5.6 เดือนถึง