การพัฒนาและต่อยอดองค์ความรู้ในการผลิตและออกแบบผ้าไหมหมักโคลนเพื่อเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์ของชุมชนในภาคอีสาน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การเข้าสู่ประชาสมเศรษฐกิจอาเซียนในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๕๘ ผ้าไหมหมักโคลนเป็นอีก หนึ่งภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สามารถเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์ของชุมในภาคอีสาน การศึกษาวิจัย เป็นการวิจัย เชิงคุณภาพ และการวิจัยทดลอง มีความมุ่งหมาย ๑) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาในการพัฒนา และต่อยอดองค์ความรู้ในการผลิตและออกแบบผ้าไหมหมักโคลน เพื่อเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์ของชุมชน ในภาคอีสาน ๒) เพื่อพัฒนาและต่อยอดองค์ความรู้ในการพัฒนาและต่อยอดองค์ความรู้ในการผลิตและ ออกแบบผ้าไหมหมักโคลน เพื่อเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์ของชุมชนในภาคอีสาน ๓) เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ ผ้าไหมหมักโคลนที่เป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่นเพื่อเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์ของชุมชนในภาคอีสาน ทำการศึกษาและพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสำรวจ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบ สนทนากลุ่ม แบบประชุมเชิงปฏิบัติการ และการทดลอง สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใช้ในการจัยครั้งนี้ เป็น การเลือกแบบเจาะจง จำนวน ๓ กลุ่ม ได้แก่ ๑)กลุ่มทอผ้าตำบลกุดหว้า ๒) กลุ่มวิสาหกิจชุมชมชนทอผ้า พื้นเมืองบ้านอุปรี ๓)กลุ่มอาชีพสหกรณ์บ้านโพนสวรรค์ นำข้อมูลมาตรวจความถูกต้องด้วยวิธีสามเส้า วิเคราะห์ข้อมูลตามความมุ่งหมายที่ตั้งไว้ และนำเสนอผลการวิจัยโดยวิธีการพรรณนาวิเคราะห์และสถิติ วิเคราะห์ ผลการวิจัยสามารถจำแมกได้เป็น ๓ ส่วน ดังนี้ (๑) สภาพปัจจุบันและปัญหาในการพัฒนา และต่อยอดองค์ความรู้ในการผลิตและออกแบบผ้าไหมหมักโคลน พบว่า เส้นใยที่ใช้ในการทอผ้าปัจจุบัน กลุ่มนิยมใช้เส้นฝ้ายโรงงานและเส้นฝ้ายสำเร็จรูป ส่งผลให้ภูมิปัญญาด้านการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและ การปลูกฝ้ายอาจสูญหาย การดำเนินงานภายในกลุ่ม ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุซึ่งขาดความรู้ด้านการจัดการ การผลิต และการตลาด ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มีรูปแบบเดิมๆ ไม่ตอบสนองความต้องการของตลาด (๒) การพัฒนาและต่อยอดองค์ความรู้ในการพัฒนาและต่อยอดองค์ความรู้ในการผลิตและออกแบบผ้า ไหมหมักโคลนดินแดงบริเวณเนินที่ราบสูง จังหวัดกาฬสินธุ์ พบว่า ค่าความเข้มของสีเส้นไหมหมักโคลน ๑๐ ครั้งมีค่ามากที่สุด ค่าความสว่างของเส้นไหมหมักโคลนย้อมร้อนมีค่ามากที่สุด ค่าที่อยู่ในช่วงสีแดง เส้นไหมหมักโคลนย้อมร้อนมีค่ามากที่สุด ด้านความคงทนของสีต่อแสง ไหมหมักโคลนแบบย้อมเย็นและแบบย้อมร้อน มีค่าความคงทนของสีต่อแสงเท่ากัน คือมากกว่า ๔ (อยู่ในระดับปานกลางไปถึงดี) ด้านความ คงทนของสีต่อการชักล้าง แบบย้อมเย็น ๑ ครั้งมีค่าความคงทนของสีต่อการชักล้างสูงสุด คือ ๔-๕ (สี เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยไปถึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงของสี) และย้อมเย็น ๑๐ ครั้งและย้อมร้อน มีค่าสีตกติด ผ้า COOTTON มีค่าสูงสุด คือ ๔-๕ (สีตกติดเล็กน้อยไปถึงไม่มีการตกติดของสี) ด้านความคงทนของสี ต่อการขัดถูก ไหมหมักโคลน ย้อมร้อนมีค่าสูงสุด คือ ๔ - ๕ (สีตกติดเล็กน้อยไปถึงไม่มีการตกติดของสี) ด้านการคืนตัวจากรอยยับ แบบย้อมเย็น มีความสามารถในการคืนตัวต่อรอยยับได้ดีกว่าการย้อมร้อน การย้อมเย็น ๑ ครั้ง มีความสามารถในการคืนตัวต่อรอยยับได้ดีกว่า ย้อมเย็น ๕ ครั้ง และย้อมเย็น ๑๐ ครั้งตามลำดับ ดินแดงบริเวณเนินที่ราบสูง จังหวัดกาฬสินธ์ที่ใช้ในการวิจัย พบปริมาณโลหะตะตะกั่ว (Pb) มีปริมาณสูงสุด (๑๐.๔๙๖๖๒ mg/kg) รองลงมา คือ สังกะสี (๔.๔๙๓๕ mg/kg/kg) รองมา คือ เหล็ก (๒.๓๔๖๔ me/kg) และต่ำสุด คือ ทองแดง (๑.๓๗๒๗ my/kg) แต่จากการวิเคราะห์สิ่งทอไม่พบค่า ตะกั่วในผ้าไหม (๓) การออกแบบผลิตภัณฑ์ผ้าไหมหมักโคลนที่เป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อเพิ่มมูลค่าเชิง พาณิชย์ของชุมชนในภาคอีสาน พบว่า จากการระดมแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาศัยทุนทาง วัฒนรรวม โดยชุมชนที่สามารมลิตใต้เคือ คืองการพัฒนานลิศกันทันท์บบพื้นฐานฐานถูกนัก โคลน ผลิตภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีความทันสมัย จัดวางโทนสีให้มีความหลากหลาย โดนใจ วัยรุ่น และวัยทำงาน เหมาะสำหรับเป็นของฝากของที่ระลึก จากคุณสมบัติสิ่งทอของผ้าหมักโคลน อยู่ใน ระดับดี ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมคือ ผ้าคลุ่มไหล่ ผ้าพันคอ ผ้าสไบ และผลงานงานวิจัยสามารถกำหนดแนว ทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไหมหมักโคลน ๖ ขั้นตอน ดังนี้ ๑) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหา เพื่อ ทราบข้อมูลด้านวัตถุดิบ อุปกรณ์ กระบวนการฟอกย้อม การจัดการกลุ่ม การตลาด และการพัฒนา ๒) ทดลองย้อมสีธรรมชาติหมักโคลน บนพื้นฐานภูมิปัญญา ๓) การทดสอบคุณสมบัติด้านวิทยาศาสตร์ของ วัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ เพื่อทราบองค์ประกอบ และหาคุณสมบัติที่โดดเด่น ๔) การประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อทราบความต้องการพัฒนา ๕) การออกแบบผลิตภัณฑ์ผ้าหมักโคลน เพื่อให้สอดคล้องกับความ ต้องการของผู้บริโภค ๖) จัดทำต้นแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อเป็นตัวอย่างให้ชาวบ้านได้พัฒนาต่อไป โดยสรุป การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไหมหมักโคลนจากดินแดงบริเวณเนินที่ราบสูง จังหวัด กาฬสินธุ์ สามารถเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์ของชุมชนในภาคอีสานได้