การวิเคราะห์การเปลี่ยนเป็นคำไวยากรณ์ในภาษาไทยและภาษาจีนโดย เทียบเคียงกับลักษณะทางวากยสัมพันธ์ของภาษาอังกฤษ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทคัดย่อ งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบ การเปลี่ยนเป็นคำไวยากรณ์ (grammaticalization) ในภาษาไทย และจีนกลาง โดยเลือกศึกษาคำที่มีความหมายในตัวเอง (contentword) ในภาษาไทยที่ทางไวยากรณ์ได้มากกว่าสองชนิด (functional categories) และเปรียบเทียบคำๆเดียวกันในภาษาจีนว่ามีกระบวนการของการเปลี่ยนไปเป็นคำไวยากรณ์เหมือนหรือต่างกันอย่างไร นอกจากนี้ยังดูว่าลักษณะทางวากยสัมพันธ์ของคำไวยากรณ์ดังกล่าวทั้งของจีนและไทย มีรูปแบบเหมือนหรือต่างกันอย่างไรกับรูปประโยคในภาษาอังกฤษ ผลการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า คำในภาษาไทยที่เปลี่ยนไปเป็นคำทางไวยากรณ์ ส่วนมากเป็นคำเดียวกันในภาษาจีน คำไวยากรณ์ที่เกิดขึ้นจากคำที่มีความหมายในตัวเองเดียวกัน (content word) ส่วนมากก็เป็นคำชนิดทางไวยากรณ์เดียวกัน (syntactic category) นอกจากนี้ คำที่เปลี่ยนไปเป็นคำทางไวยากรณ์ (grammaticalized word) ยังมีพฤติกรรมทางวากยสัมพันธ์ไม่ต่างกันมาก ในการวิเคราะห์โครงสร้างของประโยคของคำทางไวยากรณ์ของทั้งจีน และไทยกับประโยคภาษาอังกฤษ ในระดับพื้นผิว (surface structure) จะมีความแตกต่างกันบ้าง แต่เมื่อวิเคราะห์โครงสร้างลึกแล้ว (underlying structure) จะเห็นว่าไม่ต่างกันมากสะท้อนให้เห็นถึงไวยากรณ์สากล (universalgrammar) งานวิจัยเสนอว่าคำที่เปลี่ยนไปเป็นไวยากรณ์ทั้งในภาษาไทยและจีนควรจะได้รับการวิเคราะห์ว่า เป็นกริยาเบา (light verb) คือคำพวกนี้จะถูกเก็บอยู่ในคลังคำสมอง (mental lexicon) โดยมีความหมายที่ระบุไม่มาก (underspecified lexical information) เหมือนคำอื่นที่จะมีข้อมูลระบุอย่างเต็มที่ (fulllexical specification) กริยาเบาจะมีความหมายอะไรก็ขึ้นอยู่กับว่ามันไปเกิดตรงตำแหน่งใหนในประโยคซึ่งตำแหนง่ นั้นจะมีความหมายทางไวยากรณ์ (functional features) ที่ถูกเลือกมาจากคลังคำสมองในการสร้างรูปประโยค และอยู่ในตำแหน่ง X0 (ชอมสกี 1995 (Chomsky 1995)) หรือว่ากริยาเบานั้นไปอยู่ในตำแหน่งที่มีความสัมพันธ์ทางโครงสร้าง(structural relationship) กับความหมายทางไวยากรณ์(functional features) ที่ถูกเลือกมาจากคลังคำ ซึ่งเป็นไปได้ทั้งสองกรณี ในกรณีแรกคือไปรวมกับตำแหน่งX0 ที่มีความหมายไวยากรณ์อยู่ (merge) ส่วนกรณีหลังเกิดจากการเคลื่อนตัว (move) ไปอยู่ในตำแหน่ง specifier ของ X0 ที่มีความหมายทางไวยากรณ์อยู่ ทั้งสองกรณีทำให้เกิดความหมายเฉพาะที่ต่างจากคำที่มีความหมายในตัวเอง (content word) ของกริยาเบานั้น สมมุติฐานสำคัญหนึ่งของทฤษฏีการเปลี่ยนไปเป็นคำไวยากรณ์ที่เสนอโดยนักภาษาศาสตร์เชิงหน้าที่ (functional linguists) กล่าวว่า ชนิดของคำทางไวยากรณ์ (syntactic category) ไม่มีขอบเขตที่ชัดเจนเนื่องจากว่าคำๆหนึ่งนอกจากจะทำหน้าที่เป็นคำที่มีความหมายในตัวเอง เช่น กริยา หรือ นาม แล้ว อาจจะทำหน้าที่เป็นคำทางไวยากรณ์ (functional word) อื่นๆอีกได้ คำกริยาหรือคำนามเหล่านี้ที่เกิดกระบวนการการเปลี่ยนเป็นคำไวยากรณ์ (grammaticalization) จะมีความเป็นกริยาหรือคำนามน้อยกว่าคำอื่นที่ไม่มีการเปลี่ยนเป็นคำไวยากรณ์ งานวิจัยชิ้นนี้เสนอว่า การวิเคราะห์เช่นนี้ไม่ถูกต้องเนื่องจากว่าคำที่ปรากฏในโครงสร้างจะบ่งบอกชัดเจนว่าเป็นคำชนิดไหน (syntactic category) หลักฐานที่นักภาษาศาสตร์เชิงหน้าที่ที่ศึกษาปรากฏการณ์การเปลี่ยนเป็นคำทางไวยากรณ์นำมาสนับสนุนข้อสมมุติฐานว่า ชนิดของคำทางไวยากรณ์ไม่มีขอบเขตที่ชัดเจน กล่าวคือ พฤติกรรมทางวากยสัมพันธ์ (syntactic behaviors) ของ ทั้งคำที่มีความหมายในตัวเองและคำทางไวยากรณ์มีค่อนข้างจำกัด ตัวอย่างเช่น คำ complementizer“ให้” ในประโยค “เขาสั่งให้ผมทำงานชิ้นนี้” ไม่ได้เป็น complementizer มากเท่า that ในภาษาอังกฤษเนื่องจากว่า that สามารถนำหน้าประโยคที่ทำหน้าที่เป็นกรรมและเป็นประธานของประโยคได้ แต่ “ให้” สามารถนำหน้าประโยคที่ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยาได้เท่านั้นไม่สามารถนำหน้าประโยคที่ทำหน้าที่เป็นประธานได้ แต่ความจริงนี้ไม่ใช่เป็นหลักฐานว่าของเขตของชนิดของคำทางไวยากรณ์ไม่ชัดเจน ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากความหมายของคำนั้นๆที่มีผลต่อพฤติกรรมทางไวยากรณ์ (syntactic behaviors) ของมันไม่ได้เกี่ยวกับว่าขอบเขตของชนิดทางไวยากรณ์ไม่ชัดเจนหรือคำๆนั้นมีคุณสมบัติของความเป็นชนิดของคำทางไวยากรณ์น้อยกว่าคำอื่นๆ ในกลุ่มชนิดทางไวยากรณ์เดียวกัน งานวิจัยชิ้นนี้ยังเสนอทฤษฏีการเปลี่ยนเป็นคำทางไวยากรณ์ไม่มีสถานภาพเป็นทฤษฎีเนื่อง จาก ว่าปรากฏการณ์หรือกระบวนการต่างๆที่ทฤษฎีนี้อ้างว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของทฤษฏีการเปลี่ยนเป็นคำทางไวยากรณ์นั้น เป็นปรากฏการณ์หรือกระบวนการที่ไม่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันและบางปรากฏการณ์หรือกระบวนการก็ไม่จำเป็นว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนเป็นคำทางไวยากรณ์เสมอไป กระบวน การหรือปรากฏการณ์เหล่านี้ก็มีคำอธิบายในทางภาษาศาสตร์อยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นการลดเสียง (phonetic reduction) การสูญเสียความหมาย (semantic bleaching) การเปลี่ยนแปลงชนิดของคำทางไวยากรณ์ ที่สำคัญคือทฤษฎีนี้ไม่สามารถทำนายได้ว่า ถ้ามีการเกิดปรากฏการณ์หรือกระบวนการดังกล่าวแล้ว การเปลี่ยนเป็นคำไวยากรณ์จะต้องเกิดขึ้นเสมอไป คำสำคัญ การเปลี่ยนเป็นคำทางไวยากรณ์ คำหลัก คำที่มีหน้าที่ทางไวยากรณ์ ไวยากรณ์เชิงหน้าที่ไวยากรณ์แนวปริวรรต