กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
ดอกสายน้้าผึ้งจัดเป็นยาสมุนไพรที่มีความส้าคัญอย่างมากและนิยมใช้อย่างแพร่หลาย เนื่องจากเข้าประกอบในต้ารับยาจีนได้หลายต้ารับ ใช้รักษาโรคในระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร และโรคผิวหนังบางชนิด ซึ่งประเทศไทยได้น้าเข้าดอกสายน้้าผึ้งจากประเทศจีนเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตยาและอาหาร ในขณะที่ประเทศไทยมีการปลูกต้นสายน้้าผึ้งเพื่อเป็นไม้ประดับเท่านั้น งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สกัดสารส้าคัญจากดอกสายน้้าผึ้งที่ปลูกในประเทศไทยและดอกสายน้้าผึ้งที่ปลูกในประเทศจีน 2) วิเคราะห์สมบัติทางกายภาพและองค์ประกอบทางเคมีของสารที่สกัดได้ และ 3) เปรียบเทียบปริมาณสารออกฤทธิ์ที่ส้าคัญที่พบในดอกสายน้้าผึ้งที่ปลูกในประเทศไทยและดอกสายน้้าผึ้งที่ปลูกในประเทศจีน เพื่อเป็นฐานข้อมูลส้าหรับใช้ในการพิจารณาเพิ่มมูลค่าของดอกสายน้้าผึ้งที่ปลูกในประเทศไทยผลการวิจัย พบว่า 1) การสกัดสารออกฤทธิ์จากดอก น้้าผึ้งด้วยวิธีการหมัก (maceration)ในตัวท้าละลายเอทานอล เฮกเซน เอธิลอะซีเตต และเมทานอล ให้ผลสารสกัดจากการสกัดด้วยเมทานอลมีปริมาณมากที่สุด และสารสกัดจากการสกัดด้วยเอทิลอะซิเตต มีปริมาณน้อยที่สุด 2) จากการตรวจสอบสารสกัดเบื้องต้น พบว่า มีสารกลุ่มแอลคาลอยด์และกลุ่มฟลาโวนอยด์เป็นองค์ประกอบ และเมื่อท้าการตรวจสอบด้วยเทคนิค Infrared spectroscopy พบว่า กราฟของ Infrared spectroscopy มีค่าแสดงหมู่ฟังก์ชันนอลกรุ๊ปที่ใกล้เคียงกัน และ 3) จากการตรวจสอบสารออกฤทธิ์ในสารสกัดดอกสายน้้าผึ้งด้วยวิธีโครมาโทกราฟีชนิดของเหลวแรงดันสูง (HPLC) พบว่า ดอกสายน้้าผึ้ง ที่ปลูกในประเทศไทยและในประเทศจีน มีสารออกฤทธิ์ทั้ง Chlorogenic acid และ Luteolin โดยดอกสายน้้าผึ้งที่ปลูกในประเทศจีนมีปริมาณของ Chlorogenic acid สูงกว่าดอกสายน้้าผึ้งที่ปลูกในประเทศไทย ส่วนปริมาณของ Luteolin ของดอกสายน้้าผึ้งที่ปลูกในประเทศไทยมีปริมาณ Luteolin ค่อนข้างใกล้เคียงหรือสูงกว่าดอกสายน้้าผึ้งจีนเล็กน้อย