การตกค้างของแก๊สพิษในกระบวนการบรรจุภัณฑ์ ที่ผ่าน กระบวนการอบฆ่าเชื้อด้วยแก๊สเอทธิลีนออกไซด์ ในงานจ่ายกลางของโรงพยาบาลศูนย์/ทั่วไป 8 จังหวัดในเขตภาคเหนือตอนบน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
รายงานการวิจัยเรื่อง การตกค้างของแก๊สพิษในกระบวนการบรรจุภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการ อบฆ่าเชื้อด้วยแก๊สเอทธิลีนออกไซด์ในงานจ่ายกลางของโรงพยาบาลศูนย์/ทั่วไป 8 จังหวัดในเขต ภาคเหนือตอนบน มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจการตกค้างของแก๊สเอทธิลีนออกไซด์ในบรรจุภัณฑ์และวัสดุ การแพทย์ภายหลังจากการทำให้ปราศจากโดยผ่านกระบวนการอบฆ่าเชื้อด้วยเครื่องอบฆ่าเชื้อด้วยแก๊ส เอทธิลีนออกไซด์ ก่อนนำไปใช้กับผู้ป่วย เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกปริมาณการตกค้างของแก๊สเอทธิลีนออกไซด์ในบรรจุภัณฑ์และวัสดุการแพทย์ภาย หลังจากการทำให้ปราศจากโดยผ่านกระบวนการอบฆ่าเชื้อด้วยเครื่องอบฆ่าเชื้อด้วยแก๊สเอทธิลีน ออกไซด์ ก่อนนำไปใช้กับผู้ป่วย และเครื่องวัดแก๊ส Gas Alert EXTREME Single-Gas Detectors สำหรับวัดเอทธิลีนออกไซด์ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ โรงพยาบาลเขต 8 จังหวัดภาคเหนือ ตอนบน ใช้วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย กับโรงพยาบาลในเขตพื้นที่ รับผิดชอบของ สำนักงานสนับสนุนบริการสุขภาพเขต 1 จังหวัดเชียงใหม่ จำแนกออกเป็นโรงพยาบาล ศูนย์ จำนวน 3 แห่ง และโรงพยาบาลทั่วไป จำนวน 6 แห่ง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ทางสถิติ ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย ค่าความถี่ ค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย ผลการศึกษาสรุป ได้ดังนี้ จากผลการสำรวจการตกค้างของแก๊สพิษในกระบวนการบรรจุภัณฑ์ ที่ผ่านกระบวนการอบฆ่า เชื้อด้วยแก๊สเอทธิลีนออกไซด์ในโรงพยาบาลเขตภาคเหนือตอนบน พบว่า ส่วนใหญ่มีการสำรวจ บรรจุภัณฑ์และวัสดุทางการแพทย์ที่ในโรงพยาบาลทั่วไป ระดับจังหวัด ร้อยละ 74.2 โดยแผนกที่ทำการ ตรวจวัดมากที่สุด 3 ลำดับ คือ หอผู้ป่วย รองลงมาคือ หน่วยจ่ายกลาง และแผนกผู้ป่วยหนัก (ร้อยละ 30.8, 23.3 และ 13.7 ตามลำดับ) ชนิดบรรจุภัณฑ์ส่วนใหญ่เป็นแบบซองบรรจุอุปกรณ์ (Peel Pouches) ร้อยละ 96.2 ชนิดวัสดุที่สำรวจส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์และเครื่องมือช่วยหายใจ ร้อยละ 38.6 ไข้ระยะเวลาในการพึ่งบรรจุภัณฑ์และวัสดูการแพทย์ ไม่เกิน 30 วัน ร้อยละ 75.6 การตกค้างของแก๊สเอทธิลีนออกไซด์ที่เกินเกณฑ์มาตรฐาน (เกิน 1.00 ppm.) พบว่า ภายนอก บรรจุภัณฑ์ พบร้อยละ 6.2 ภายในบรรจุภัณฑ์ ร้อยละ 10.2 และภายในวัสดุ ร้อยละ 36.7 เมื่อพิจารณาปริมาณการตกค้างของแก๊สเอทธิลีนออกไซด์ที่เกินมาตรฐาน จากการสำรวจในแต่ ละครั้ง พบว่า ภายนอกบรรจุภัณฑ์ ภายในรรจุภัณฑ์ และภายในวัสดุ ส่วนใหญ่พบในการสำรวจครั้งที่ 1 ร้อยละ 64.3, 52.2 และ 47.4 ตามลำดับ ปริมาณการตกค้างของแก๊สเอทธิลีนออกไซด์ที่เกินมาตรฐานในแต่ละขนาดโรงพยาบาล พบว่า จากการตรวจวัดทั้งภายนอกบรรจุภัณฑ์ ภายในบรรจุภัณฑ์ และภายในวัสดุ ส่วนใหญ่พบในโรงพยาบาล ทั่วไป ระดับจังหวัด (ขนาดกลาง) ร้อยละ 57.1, 72.5 และ 61.8 ตามลำดับ ปริมาณการตกค้างของแก๊สเอทธิลีนออกไซด์ที่เกินมาตรฐาน จำแนกตามแผนก พบว่า จากการ ตรวจวัดทั้งภายนอกบรรจุภัณฑ์ ภายในบรรจุภัณฑ์ และภายในวัสดุ ส่วนใหญ่พบในหน่วยจ่ายกลาง ร้อยละ 66.7, 34.8 และ 23.3 ตามลำดับ ปริมาณการตกค้างของแก๊สเอทธิลีนออกไซด์ที่เกินมาตรฐาน จำแนกตามชนิดบรรจุภัณฑ์ พบว่า จากการตรวจวัดทั้งภายนอกบรรจุภัณฑ์ ภายในบรรจุภัณฑ์ และภายในวัสดุ ส่วนใหญ่พบในชองบรรจุ อุปกรณ์ (Peel Pouches) ร้อยละ 95.2, 85.5 และ 94.4 ตามลำดับ ปริมาณการตกค้างของแก๊สเอทธิลีนออกไซด์ที่เกินมาตรฐาน จำแนกตามชนิดวัสดุ พบว่า จาก การตรวจวัดภายนอกบรรจุภัณฑ์ ส่วนใหญ่พบในอุปกรณ์และเครื่องมือพ่นยาร้อยละ 40.5 ส่วนจากการ ตรวจวัดภายในบรรจุภัณฑ์ และภายในวัสด ส่วนใหญ่พบในอุปกรณ์และเครื่องมือช่วยหายใจ ร้อยละ 40.0 และร้อยละ 40.2 ปริมาณการตกค้างของแก๊สเอทธิลีนออกไซด์ที่เกินมาตรูฐาน จำแนกตามช่วงระยะเวลาการผึ่ง พบว่า จากการตรวจวัดทั้งภายนอกบรรจุภัณฑ์ ภายในบรรจุภัณฑ์ และภายในวัสดุ ทั้งหมดและส่วนใหญ่ พบในช่วงระยะเวลาการผึ่งไม่เกิน 30 วัน ร้อยละ 100.0, 92.8 และ 94.4 ตามลำดับ สำหรับแนวทางในการพัฒนาแนวทางปฏิบัติสำหรับการทำลายเชื้อและทำให้ปราศจากเชื้อ ด้วยเครื่องอบฆ่าเชื้อด้วยแก๊สเอทธิลีนออกไซด์นั้น หน่วยงานส่วนกลาง ควรพิจารณาจัดสรรงบประมาณ ให้แก่โรงพยาบาลอย่างเพียงพอสำหรับการจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ หน่วยจ่ายกลางควรมีการ ปฏิบัติตามหลักการอบฆ่าเชื้อด้วยเครื่องอบฆ่าเชื้อด้วยแก๊สเอทธิลีนออกไซด์ที่ถูกต้องอย่างเคร่งครัด มี การจัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน จัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง มีการ จัดทำรายงานผลการตรวจวัดการตกค้างของแก๊สเอทธิลีนออกไซด์เป็นประจำทุกวัน มีการจัดระบบการ ประสานงาน สื่อสารกับแผนก ส่วนงานต่างๆ ภายในโรงพยาบาลไว้อย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร ตลอดจนโรงพยาบาลควรมีการกำหนดให้มีแนวทางปฏิบัติ (Best Practice) สำหรับการทำลายเชื้อ และการทำให้ปราศจากเชื้อในอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยวิธีการอบฆ่าเชื้อด้วยเครื่องอบฆ่าเชื้อด้วย แก๊สเอทธิลีนออกไซด์อย่างเป็นระบบ เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง เป็นต้นต้น