การศึกษาพันธุกรรมของเชื้อก่อโรคโคนเน่าและหัวเน่าในมันสำปะหลังด้วยเทคนิค Next Generation Sequencing (NGS)
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โรคโคนเน่าและหัวเน่ามันส าปะหลังเป็นโรคที่มีความส าคัญต่อการเพาะปลูกมันส าปะหลังใน ประเทศไทย การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อระบุชนิดของเชื้อสาเหตุโรคโคนเน่าและหัวเน่าในมัน ส าปะหลังที่พบในพื้นที่ปลูกที่ส าคัญ โดยท าการเก็บตัวอย่างมันส าปะหลังที่แสดงอาการโรคโคนเน่า และหัวเน่าจากแหล่งปลูกใน 6 อ าเภอ ของ 3 จังหวัด จ านวน 139 ตัวอย่าง จากนั้นน าเชื้อสาเหตุโรค ที่แยกได้มาศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยา ผลการศึกษาพบว่า โรคโคนเน่าและหัวเน่ามันส าปะหลัง ถู ก เ ข้ า ท า ล า ย จ า ก เ ชื้ อ ร า Lasiodiplodia spp. แ ล ะ Neoscytalidium sp. ที่ อ ยู่ใ น วง ศ์ Botryosphaeriaceae ซึ่งเชื้อราทั้งสองสกุลเมื่อเข้าท าลายมันส าปะหลังจะมีอาการ เน่าเปียก เน่าเละ เน่าแห้ง และมีสีด า ในบริเวณโคนต้น จากนั้นแยกเชื้อจากสปอร์เดี่ยวน ามาทดสอบความสามารถใน การก่อโรค พบว่า เชื้อราทั้ง 33 ไอโซเลต สามารถก่อให้เกิดโรคได้ทั้งกับท่อนพันธุ์ และหัวส าปะหลัง พันธุ์CMR 89 ซึ่งเป็นพันธุ์อ่อนแอ โดยไอโซเลต L11HSR2 สามารถก่อให้เกิดโรครุนแรงที่สุด นอกจากนี้ท าการศึกษาลักษณะสัณฐานวิทยาของเชื้อราที่แยกได้ ผลการศึกษาพบว่าเชื้อแต่ละไอโซ เลตมีการเจริญเติบโตเร็ว และสามารถเจริญได้เต็มจานอาหาร potato dextrose agar (PDA) ภายใน วันที่ 1-3 หลังจากเลี้ยงเชื้อ โดยเชื้อราจะมีเส้นใยสีขาวในวันที่ 1 และมีสีเทาในวันที่ 3 โดยในวันที่ 3-4 จะเปลี่ยนสีเป็นสีเขียวมะกอกด า หรือน้ าตาลด า ซึ่งในแต่ละไอโซเลตมีลักษณะสีของโคโลนีที่แตกต่าง กัน และสีของโคโลนีจะเข้มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น และจากผลการทดลองพบว่าไอโซเลตที่เจริญเติบโตเร็ว ที่สุดได้แก่ ไอโซเลต L8HDBB สามารถเจริญบนจานอาหาร PDA หลังวางเชื้อ 1 วัน มีขนาดเฉลี่ย 84.00x84.25 มิลลิเมตร ส่วนไอโซเลตที่เจริญช้าสุด ได้แก่ L10BBLB สามารถเจริญบนจานอาหารหลัง วางเชื้อ 1 วัน ขนาดเฉลี่ย 43.00x43.00 มิลลิเมตร ตามล าดับ ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิตินอกจากนี้ท าการศึกษาลักษณะทางชีวโมเลกุลและการวิเคราะห์สายสัมพันธ์วิวัฒนาการ โดย น าตัวแทนของเชื้อจ านวน 8 ไอโซเลต ประกอบด้วย L6HRD, L11HSR2, L12SHRD, L13SRTF, L18KBSH, L20FHTB1, L27SRBT และN3DTD2 มาเพิ่มปริมาณชิ้นส่วนดีเอ็นเอด้วยเทคนิค PCR ใช้ universal primers 3 บริเวณ คือ ไพร์เมอร์ ITS1/ ITS4, ไพร์เมอร์ Ef1-688F/Ef1-1251R และไพร์ เมอร์ Bt2a/Bt2b แล้วเปรียบเทียบล าดับนิวคลีโอ-ไทด์ที่ได้กับล าดับนิวคลีโอไทด์ของเชื้อในฐานข้อมูล Genbank พบว่า บริเวณ EF1-? สามารถแยกความแตกต่างได้ชัดเจนที่สุด ผลการศึกษาลักษณะทาง สัณฐานวิทยาและชีวโมเลกุลร่วมกัน พบว่าสามารถจ าแนกเชื้อรา คือ L. theobromae, L. euphorbicola และ N. hyalinum เข้าท าลายมันส าปะหลังในประเทศไทย