Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2559

ความหลากหลาย การกระจายพันธุ์และคุณสมบัติทางชีวเคมีของผักและผลไม้พื้นบ้านบางชนิดเพื่อการใช้ประโยชน์ด้านอาหารและสมุนไพรอย่างยั่งยืน (ระยะที่ 2)

ดร. ประทุมพร ยิ่งธงชัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2559

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

ดาเนินการเก็บตัวอย่างพืชผักและผลไม้พื้นบ้านจานวน 6 ชนิด ได้แก่ ฝอยทอง ผักหนาม ผักแปม สะแล มะแฟน และมะโจ้ก ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เพื่อศึกษาความหลากหลาย การกระจายพันธุ์และคุณสมบัติทางชีวเคมี โดยเก็บข้อมูลลักษณะทางสัณฐานวิทยา คุณค่าทางโภชนาการ ความหลากหลายทางพันธุกรรม และคุณสมบัติทางชีวเคมี ผลจากการวิจัยพบว่า ผักหนาม ผักแปม สะแล เป็นพืชปลูกที่มีการเจริญเติบโตได้ง่าย โดยผักหนามพบในพื้นที่ชุ่มชื้น ริมแม่น้าและลาคลอง ขณะที่ผักแปมและสะแล เป็นพืชปลูกที่เจริญเติบโตได้ในสภาพพื้นที่ทั่วไป ส่วนฝอยทองพบได้ตามพื้นที่รกร้างที่มีพืชชนิดอื่นอาศัยอยู่ ขณะที่มะแฟนและมะโจ้กเป็นไม้ผลที่เจริญเติบโตในป่าและพบตามสวนของชาวบ้าน สาหรับลักษณะทางสัณฐานวิทยาพบว่า ฝอยทอง เป็นพืชไร้ใบ มีลาต้นสีเหลืองอ่อนถึงสีส้ม ดอกและผลมีขนาดเล็กมากและมีอวัยวะพิเศษสาหรับแทงเข้าไปในพืชอาศัยเพื่อดูดกินธาตุอาหาร มีอยู่สองกลุ่ม ได้แก่ ลาต้นขนาดใหญ่และลาต้นขนาดเล็ก ซึ่งมีลักษณะของดอกและผลแตกต่างกัน ขณะที่ผักแปมไม่มีความแตกต่างกันทางสัณฐานวิทยา ผักหนามมีความแตกต่างกันที่รูปทรงใบ สะแลพบความแตกต่างกันที่ดอกซึ่งแยกเป็นต้นเพศผู้ (สะแลยาว) และต้นเพศเมีย(สะแลป้อม) ส่วนมะแฟน และมะโจ้ก พบว่าลักษณะของผลไม่แตกต่างกันมาก ด้านผลการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการพบว่า ฝอยทองประกอบด้วยธาตุอาหารหลายชนิดโดยเฉพาะโพแทสเซียม และฟอสฟอรัสที่มีปริมาณสูง รวมทั้งมีวิตามินเอ ผักหนามมีปริมาณฟอสฟอรัสและแคลเซียมสูง และมีวิตามินเอ สะแลมีแคลเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัสสูง วิตามินซีและวิตามินเอสูงมาก มะแฟนมีโพแทสเซียม แคลเซียม และวิตามินเอสูง ส่วนมะโจ้กมี โพแทสเซียม แคลเซียมและวิตามินเอสูงมาก สาหรับปริมาณแอนติออกซิแดนท์ทั้งหมดพบมากในฝอยทอง มะแฟน และมะโจ้ก เท่ากับ 215 371.40 และ 388.38 มก./100 ก. ขณะที่ปริมาณโพลิฟีนอลทั้งหมดที่พบในสะแล มะแฟน และมะโจ้ก เท่ากับ 414.69 1,061 และ 500.00 มก./100 ก. ตามลาดับ สาหรับการหาความหลากหลายทางพันธุกรรมโดยใช้ลายพิมพ์ดีเอ็นเอด้วยเทคนิคไอเอสเอสอาร์พบว่า ฝอยทอง จานวน 36 ตัวอย่างที่วิเคราะห์ด้วยไพร์เมอร์จานวน 6 ชนิดมีเปอร์เซ็นต์โพลิมอฟิซึมเท่ากับ 97.84 ค่าสัมประสิทธิ์ความคล้ายคลึงกันอยู่ระหว่าง 0.09-1.00 และค่าสหสัมพันธ์เท่ากับ 0.99435 โดยสามารถแบ่งฝอยทองได้เป็น 2 กลุ่ม หรือสองชนิดชัดเจน และตัวอย่างฝอยทองในแต่ละชนิดมีความหลากหลายทางพันธุกรรมต่า สาหรับการเลือกไพร์เมอร์ที่เหมาะสม เพื่อใช้วิเคราะห์ความหลากหลายทางพันธุกรรมของผักแปม ผักหนาม และสะแล จากไพร์เมอร์จานวน 70 ชนิด พบว่า มีไพร์เมอร์จานวน 8 ชนิด จากไพร์เมอร์จานวน 70 ชนิดที่เหมาะสมกับผักแปม สาหรับไพร์เมอร์ที่เหมาะสมกับผักหนามมีจานวน 7 ชนิด และไพร์เมอร์ที่เหมาะสมกับสะแลมี จานวน 15 ชนิด การทดสอบคุณสมบัติทางชีวเคมีเพื่อหาสารสกัดที่มีฤทธิ์ชักนาให้เซลล์มะเร็ง เกิดการตายแบบ apoptosis และฤทธิ์ต่อเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันพบว่าใน HT-29 สารสกัดจากผักหนามด้วยน้าและเอทานอลที่ความเข้มข้น 1 มก./มล. สามารถชักนาให้เกิด apoptotic bodies ได้ใน 3 และ 6 วัน ส่วนสารสกัดจากผักแปมด้วยน้าและเอทานอล รวมทั้งสารสกัดจากสะแลด้วยน้าชักนาให้เกิด cytoskeleton colapse ภายใน 1 วันและเกิด apoptotic bodies ภายใน 3 วัน ขณะที่สารสกัดจากฝอยทองเล็กและใหญ่ด้วยน้า สามารถชักนาให้เกิด apoptotic bodies ได้ตั้งแต่วันที่ 3 และมากขึ้นในวันที่ 6 ส่วนสารสกัดจากฝอยทองเล็กด้วยน้าและเอทานอล สามารถชักนาให้เกิด apoptotic ได้หมดภายใน 3 วัน ในทางตรงกันข้ามสารสกัดจากฝอยทองใหญ่ด้วยน้าสามารถฆ่าเซลล์ HT-29 หลังจากผ่านไป 3 วัน สาหรับการเกิด DNA fragmentation พบว่า สารสกัดจากฝอยทองเล็กและใหญ่ด้วยน้าและเอทานอลสามารถชักนาให้เซลล์มะเร็ง HT-29 เกิด DNA fragmentation ได้ ในขณะที่สารสกัดจากพืชอื่นไม่เกิด DNA fragmentation ในเซลล์ทดสอบ U-937 เมื่อทดสอบกับสารสกัดจากผักแปมและสะแลป้อมด้วยน้าและเอทานอล พบลักษณะของเซลล์แบบ apoptotic bodies ตั้งแต่ 24 ชั่วโมงแรกของการทดสอบที่ความเข้มข้น 4 มก./มล. และพบปริมาณมากขึ้นจนถึง 96- 120 ชั่วโมง (4-5 วัน) ขณะที่สารสกัดจากฝอยทองเล็กทั้ง 2 แบบ ทาให้เซลล์ U-937 มีลักษณะเหมือนเซลล์ที่ตายแบบ necrosis และสามารถชักนาให้ U-937 เกิด DNA fragmentation ได้ที่ 6 ชั่วโมงของการทดสอบซึ่งเร็วที่สุด ส่วนสารสกัดจากสะแลป้อมและสะแลยาวด้วยน้าและเอทานอลแสดงฤทธิ์ชักนาให้เซลล์ U-937 เข้าสู่ apoptosis pathway ได้ที่ความเข้มข้นน้อยที่สุดที่ 1 มก./มล. เริ่มพบที่ 72 ชั่วโมง (3 วัน) และพบมากขึ้นที่ความเข้มข้น 4 มก./มล. ที่ 96 ชั่วโมง (4 วัน) สาหรับฤทธิ์ต่อเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายนั้น สารสกัดทุกชนิดมีแนวโน้มที่จะกระตุ้นการสังเคราะห์ TNF-? สัมพันธ์กับความเข้มข้นและช่วงเวลาที่สารสกัดแต่ละชนิดชักนาให้ HT-29 เกิด apoptosis ในขณะที่ IL-10 ค่อนข้างคงที่และใกล้เคียงกับ negative control ในทุกช่วงเวลาทดสอบ โดยพบว่าสารสกัดจากฝอยทองใหญ่ด้วยเอทานอลที่ความเข้มข้น 1 มก./มล. กระตุ้นการสังเคราะห์ TNF-? ได้สูงที่สุดที่ 3 วันของการทดสอบ (992.54?9.36 พก./มล.) ซึ่งสูงกว่า negative control (3.95?0.71 พก./มล. ) ถึง 251.27 เท่า ขณะที่สารสกัดจากฝอยทองเล็กด้วยน้า 1 มก./มล. กระตุ้นการสังเคราะห์ TNF-? ได้สูงที่สุดที่ 6 วัน (941.41?10.27 พก./มล.) ซึ่งสูงกว่า negative control (3.95?0.71 พก./มล.) ถึง 260.99 เท่า ซึ่งสารสกัดจากฝอยทองทุกแบบสามารถกระตุ้นการสังเคราะห์ TNF-? ได้สูงสุดเปรียบเทียบกับสารสกัดจากพืชทั้งหมด

คำสำคัญ

Genetic diversityความหลากหลายทางพันธุกรรมผักพื้นบ้านcytotoxic activityDNA fingerprintingลายพิมพ์ดีเอ็นเอIndigenous vegetablesapoptosis induction activityฤทธิ์ชักนำให้เกิด apoptosisฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตIndigenous Fruitsผลไม้พื้นบ้าน

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

ความหลากหลาย การกระจายพันธุ์และคุณสมบัติทางชีวเคมีของ ผักและผลไม้พื้นบ้านเพื่อการใช้ประโยชน์ด้านอาหารและสมุนไพรอย่างยั่งยืน (ระยะที่ 1)

ประทุมพร ยิ่งธงชัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2559

ความหลากหลายทางพันธุกรรมและการทดสอบฤทธิ์ทางชีวเคมีของผักพื้นบ้าน (ระยะที่ 2)

ประทุมพร ยิ่งธงชัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2556

การปรับปรุงคุณภาพและการยืดอายุการเก็บรักษาผักและผลไม้แกะสลัก

จอมขวัญ สุวรรณรักษ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร พ.ศ. 2556

ความหลากหลายทางพันธุกรรมและการทดสอบฤทธิ์ทางชีวเคมีของผักพื้นบ้าน (ระยะที่ 1)

ประทุมพร ยิ่งธงชัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2555

ความหลากหลายทางพันธุกรรมและการทดสอบฤทธิ์ทางชีวเคมีของผัก พื้นบ้านไทย

ประทุมพร ยิ่งธงชัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2554

ความหลากหลายทางพันธุกรรมและการทดสอบฤทธิ์ทางชีวเคมี ของผักพื้นบ้าน (ระยะที่ 2)

ประทุมพร ยิ่งธงชัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2556

การอนุรักษ์พันธุกรรม และการทดสอบฤทธิ์ทางชีวเคมีของมะหลอด ผลไม้พื้นบ้านเพื่อใช้ประโยชน์ด้านอาหารและสมุนไพร

ประทุมพร ยิ่งธงชัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2560

ความหลากหลายและการใช้ประโยชน์ของพืชอาหารป่าตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

ชเนศ วรรณะ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา พ.ศ. 2564

ความหลากหลายทางพันธุกรรมและการทดสอบฤทธิ์ทางชีวเคมีของผักพื้นบ้านไทย

ประทุมพร ยิ่งธงชัย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2554

การศึกษาความหลากหลายของพืชผักพื้นบ้านและภูมิปัญญาอาหารในท้องถิ่น ตำบลคลองกระจัง อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์

สุกัญญา แก้วนิ่ม พ.ศ. 2558