โรงเรือนเลี้ยงแพะแบบพึ่งพาธรรมชาติสำหรับฟาร์มขนาดเล็กเพื่อควบคุมแหล่งรังโรคจากสิ่งแวดล้อมและบรรเทาความเครียดจากความร้อน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
สภาพอากาศภายในฟาร์มและโรงเรือนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสวัสดิภาพและสุขภาพแพะเนื้อ แนวทางที่สามารถปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในโรงเรือนเลี้ยงแพะเนื้อสำหรับเกษตรกรรายย่อยที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนคือการใช้วิธีการ cooling passive design มาสร้างสภาวะที่เหมาะสมในการอยู่อาศัยภายในอาคารและส่งเสริมให้แพะมีสุขภาวะที่ดีผ่านการออกแบบอาคารและการวางผังบริเวณที่สามารถช่วยเพิ่มการระบายอากาศและปกป้องความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่มุ่งเน้นการลดอุณหภูมิภายในอาคาร งานวิจัยนี้จึงต้องการเสนอรูปแบบการจัดภูมิทัศน์สภาพแวดล้อม รูปแบบการวางผังฟาร์มแพะเนื้อและรูปแบบโรงเรือนเลี้ยงแพะเนื้อแบบประหยัดสำหรับเกษตรกรรายย่อยในประเทศไทยที่เน้นการใช้กลไกธรรมชาติในพื้นที่มาปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในโรงเรือนเลี้ยงแพะเพื่อควบคุมแหล่งโรคและบรรเทาความเครียดจากความร้อนสำหรับฟาร์มขนาดเล็กที่สามารถช่วยลดปัญหาด้านสุขภาพและป้องกันโรคแพะได้ ผลการวิจัยสามารถสรุปขั้นตอนการดำเนินการทั้งสิ้น 7 ขั้นตอนได้แก่ 1) เลือกพื้นที่สร้างโรงเรือนที่น้ำไม่ท่วมขังและเป็นพื้นที่โล่ง มีร่มไม้หรือต้นไม้เพื่อการบังแสงแดดยามบ่าย และมีพื้นที่เพียงพอต่อขนาดโรงเรือนตามจำนวนแพะที่ต้องการเลี้ยงและสามารถต่อเติมหรือขยายโรงเรือนในอนาคตได้ 2) พิจารณาทิศทางลมประจำที่เกิดขึ้นในตำแหน่งที่ตั้งโรงเรือนเพื่อรับลมให้มาก ที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูร้อนและช่วงเวลากลางวัน 3) คำนวณพื้นที่โรงเรือนที่ต้องการจาก 1.5xจำนวนแพะที่ต้องการเลี้ยง 4) การกำหนดความกว้าง (W) ความยาว (L) และความสูง (H) จากพื้นที่ที่ต้องการซึ่งความกว้างโรงเรือนเป็นสัดส่วนกับความสูงโรงเรือน (H1?W/2.5 และ H2?W /3.75) 5) กำหนดรูปทรงหลังคาโรงเรือนเป็นหลังคาจั่ว 2 ชั้น และให้มีช่องเปิดของสันจั่วด้านล่าง (S)=0.4 เมตรและ มีความสูงของหลังคาจั่วชั้นที่ 2 (H) ?0.6 เมตร กำหนดความชันหลังคา 20?-30? ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการระบายอากาศและประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด และมีความยาวชายคาด้านละ 1 เมตร 6) เลือกวัสดุในการก่อสร้างที่สอดคล้องกับพื้นที่ตั้งฟาร์มหรือวัสดุที่มีอยู่เดิมในฟาร์มของตนเองเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย และ 7) วางอาคารด้านยาวของโรงเรือนที่กำหนดจากขนาดโรงเรือนที่ต้องการให้ตั้งฉากกับทิศทางลมที่ได้จากการพิจารณาสภาพอากาศในพื้นที่เพื่อรับลมให้ได้มากที่สุด เมื่อนำผลที่ได้จากงานวิจัยนี้ไปสร้างโรงเรือนต้นแบบ จำนวน 1 แห่งให้เกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงแพะเนื้อในอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า ภายหลังการปรับปรุงโรงเรือนตามรูปแบบที่กำหนดทำให้ได้โรงเรือนแพะเนื้อที่มีขนาดพื้นที่และความสูงเหมาะสมกับการอยู่อาศัยของแพะเนื้อ มีการระบายอากาศดีขึ้นสอดคล้องกับผลที่ได้จากการทดลอง ………………………………………. คำสำคัญ : โรงเรือนแพะเนื้อ, การออกแบบแบบพึ่งพาธรรมชาติ, ความเครียดจากความร้อน, รังโรคในสิ่งแวดล้อม, ฟาร์มขนาดเล็ก