การพัฒนาระบบการเลี้ยงกบสู่เกษตรอัจฉริยะ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การพัฒนาระบบการเลี้ยงกบสู่เกษตรอัจฉริยะแบ่งออกเป็น 4 กิจกรรม ครอบคลุมทั้งระบบการเลี้ยงกบ ตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ดังนี้ กิจกรรมที่ 1 การพัฒนาและออกแบบระบบโรงเรือนเพาะเลี้ยงกบสำหรับเกษตรอัจริยะโดยใช้ Netpie กิจกรรมที่ 2 การพัฒนาวัคซีนต่อการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันและต้านทานโรคในกบนา กิจกรรมที่ 3 การพัฒนาสารสกัดจากพืชสมุนไพรเพื่อใช้ในการควบคุมและรักษาโรคกบ และกิจกรรมที่ 4 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ซูริมิกบแผ่นกรอบจากเนื้อกบ ผลการวิจัยแต่ละกิจกรรม มีดังนี้ การวิจัยการพัฒนาและออกแบบระบบโรงเรือนเพาะเลี้ยงกบสำหรับเกษตรอัจริยะโดยใช้ Netpie เพื่อศึกษาระบบควบคุมสภาวะแวดล้อมโดยใช้เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตของสรรพสิ่งในโรงเรือนจำลองระบบ ได้แก่ ค่าอุณหภูมิ และค่าความชื้นสัมพัทธ์ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าร้อยละ พบว่า การทำงานของระบบแสดงค่าผ่านจอแสดงผลได้อย่างมีประสิทธิภาพตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้ สามารถวัดค่าอุณหภูมิ ได้ตั้งแต่ 0 – 100 องศาเซลเซียส ผลการทดสอบวัดค่าความเหมาะสม อยู่ที่ 30?C ค่าความชื้นสัมพัทธ์ สามารถวัดได้ตั้งแต่ 20 – 80 %RH ค่าความเหมาะสมที่ทดสอบวัดได้อยู่ที่ 60 %RH ซึ่งทำให้เกษตรกรสามารถควบคุมปัจจัยสิ่งแวดล้อมและสามารถเพาะพันธุ์กบนาในช่วงฤดูหนาวได้ การพัฒนาวัคซีนต่อการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันและต้านทานโรคในกบนา โดยแบ่งการศึกษาออกเป็นการศึกษาความเข้มข้นที่เหมาะสมของวัคซีนที่มีผลต่อการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในกบนา ใช้กบนาที่มีน้ำหนักเฉลี่ย 47.40 ? 1.80 กรัม แบ่งตามความหนาแน่น 30 ตัว ต่อตารางเมตร การฉีดวัคซีนที่ความเข้มข้น 0, 1x105, 1x106, 1x107 และ 1x108 เซลล์ต่อมิลลิลิตร พบว่าแอนติบอดีไตเตอร์เฉลี่ยมีค่าเพิ่มขึ้นจาก สัปดาห์ที่ 2 และ สัปดาห์ที่ 4 ทุกความเข้มข้น โดยในสัปดาห์ที่ 4 ค่าแอนติบอดีไตเตอร์สูงที่สุดที่ความเข้มข้น 1x108 เซลล์ต่อมิลลิลิตร มีค่าเท่ากับ 3.16 ? 0.04 ซึ่งไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติกับความเข้มข้น 1 x 106 เซลล์ต่อมิลลิลิตร และ สังเกตได้ว่า กบที่มีการได้รับวัคซีนมีค่าแอนติบอดีไตเตอร์สูงขึ้น ในสัปดาห์ที่ 4 ทุกความเข้มข้น และการศึกษาประสิทธิภาพของการให้วัคซีนผสมอาหารที่ผลิตจากเชื้อ Aeromonas hydrophila ในกบนา ที่ความเข้มข้นวัคซีนแตกต่างกัน กบนาที่มีขนาดน้ำหนักเฉลี่ย 35.10 ? 0.94 กรัม โดยการฉีดพ่นสารละลายวัคซีนผสมอาหารที่ความเข้มข้น เท่ากับการให้วัคซีน พบว่า กบนาที่ให้วัคซีนความเข้มข้นที่ 0 เซลล์ต่อมิลลิลิตร มีอัตราการเจริญเติบโตสูงสุด ขณะที่การให้วัคซีนความเข้มข้นที่ 1x107 เซลล์ต่อมิลลิลิตร มีอัตราการเจริญเติบโตต่ำที่สุด จากการศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดผสมจากใบชะพลูและใบหูกวางในการควบคุมการเกิดโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่มีสาเหตุจาก A. hydrophila ในกบนา โดยกบปกติได้รับอาหารผสมสารสกัดจากใบชะพลูและใบหูกวางในระดับความเข้มข้นที่ต่างกัน โดยให้กินติดต่อกันเป็นระยะเวลา 30 หลังจากฉีดเชื้อแบคทีเรีย A. hydrophila ความเข้มข้น 108 เซลล์/มิลลิลิตร วัน พบว่าลักษณะความผิดปกติภายนอกระหว่างการทดลองคือ ขาแดง มีแผลที่ขา ส่วนความผิดปกติภายในคือ การบวมน้ำ ตับซีด ไตบวม และมีจุดขาวที่อวัยวะภายใน กบนากลุ่มที่ได้รับสารสกัดสมุนไพรมีลักษณะอาการผิดปกติภายนอกน้อย เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับเชื้อแบคทีเรียอย่างเดียวไม่ได้รับสารสกัดสมุนไพร ค่าความเข้มข้นที่เหมาะสมในการใช้ควบคุมและรักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่มีสาเหตุมาจาก A. hydrophila คือ ความเข้มข้นของสารสกัดใบชะพลูและใบหูกวางที่ความเข้มข้น 12.5 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร มีค่าอัตราการตายเฉลี่ยสะสม เท่ากับ 3.33 ? 5.77 % ในกลุ่มควบคุมและรักษาโรค ซึ่งมีความแตกต่างทางสถิติกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับเชื้อแบคทีเรีย สำหรับค่าอัตราการรอดตายของกลุ่มที่ได้รับสารสกัดสมุนไพรผสมที่ 12.5 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร มีค่า 96.67? 5.77% ทั้งในกลุ่มควบคุมและรักษาโรค งานวิจัยนี้สามารถสรุปได้ว่าสารสกัดสมุนไพรผสมของใบชะพลูและใบหูกวางนี้สามารถใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่มีสาเหตุจาก A. hydrophila ในกบนาได้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์แผ่นอบกรอบจากซูริมิเนื้อกบ ศึกษาอัตราส่วนของซูริมิเนื้อกบต่อแป้งและส่วนผสมที่เหมาะสมในการผลิตซูริมิเนื้อกบแผ่นอบกรอบ โดยวางแผนในการทดลองส่วนผสม (Mixture Design) และประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัส เพื่อเลือกสูตรที่ดีที่สุด โดยใช้โปรมแกรม Design-Expert ซึ่งสูตรดีที่สุด มีอัตราส่วนของระดับปัจจัยทั้ง 3 ปัจจัย คือ ซูริมิเนื้อกบ (A) 80-85 (g) แป้งมันสำปะหลัง/แป้งสาลี 1:1 (B) 10-15 (g) และไข่ขาวผง (C) 5-10 (g) เท่ากับ 82.56 g, 12.52 g และ 5.91 g ตามลำดับ ศึกษาอุณหภูมิที่เหมาะสมในการอบแห้งขั้นต้น ที่อุณหภูมิ 50?C, 55?C และ 60?C ระยะเวลา 60 นาที วัดคุณภาพทางกายภาพ พบว่าอุณหภูมิที่ใช้ในการอบแห้งที่เพิ่มขึ้นมีผลต่อค่า aw และปริมาณความชื้นที่ลดลง การอบแห้งที่อุณหภูมิ 60?C ทำให้ค่า aw และปริมาณความชื้นต่ำสุด และมีผลต่อค่าความแข็ง (hardness) ต่ำกว่า การอบแห้งขั้นต้นที่อุณหภูมิ 50?C และ 55?C และพบว่าอุณหภูมิที่ใช้ในการอบแห้งไม่มีผลต่อค่าสี L* ส่วนค่าสี a* และ b* มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงค่าสี และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ซูริมิกบแผ่นอบกรอบหลังการเก็บรักษาเป็นระยะเวลา 30 วัน พบว่าผลิตภัณฑ์ที่ทำการอบแห้งทั้ง 3 อุณหภูมิ มีค่า aw และปริมาณความชื้นเพิ่มสูงขึ้นแต่ไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด และค่าความแข็งเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการเก็บ (ความเหนียว) ค่าแรงกดเพิ่มมากขึ้น ค่าสี L* (ค่าความสว่าง) เพิ่มขึ้น ส่วนค่าสี a* (ค่าความเป็นสีแดง) มีแนวโน้มลดลง