โลกยุคใหม่หลังโคโรน่าโควิด19 : การพัฒนารูปแบบนวัตกรรมการเรียนรู้เสริมทักษะวิถีใหม่บนฐานกระบวนการรู้คิดทางปัญญาตามแนวพุทธจิตวิทยา
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบการพัฒนาการเรียนรู้บนฐานกระบวนการรู้คิดทางปัญญาตามแนวพุทธจิตวิทยาเพื่อเสริมทักษะวิถีใหม่ 2) เพื่อพัฒนาและประเมินรูปแบบนวัตกรรมการเรียนรู้บนฐานกระบวนการรู้คิดทางปัญญาตามแนวพุทธจิตวิทยาเพื่อเสริมทักษะวิถีใหม่ และ 3) เพื่อศึกษาประสิทธิผลและนำเสนอรูปแบบนวัตกรรมการเรียนรู้บนฐานกระบวนการรู้คิดทางปัญญาตามแนวพุทธจิตวิทยาเพื่อเสริมทักษะวิถีใหม่ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) ด้วยระเบียบวิธีวิจัยเอกสาร วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ และวิธีวิจัยเชิงปริมาณ โดยวิธีวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key informants) ซึ่งได้รับการคัดเลือกตามเกณฑ์ที่กำหนดและแบบเฉพาะเจาะจง ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิให้การสัมภาษณ์เชิงลึก รวมทั้งสิ้น 6 รูปหรือคน ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจประเมินรูปแบบนวัตกรรม รวมทั้งสิ้น 5 รูปหรือคน และกลุ่มตัวอย่าง คือนิสิตระดับอุดมศึกษา กำลังศึกษาระดับปริญญาตรี ขั้นปีที่ 1-3 ณ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จังหวัดกรุงเทพมหานคร รวม 17 คน การได้มาของกลุ่มตัวอย่าง ใช้การคำนวณด้วยโปรแกรม G* power ซึ่งกำหนด Test family คือ T-test ที่ระดับนัยสำคัญ .05 อำนาจการทดสอบ (Power) ที่ .80 ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบนวัตกรรมการเรียนรู้เสริมทักษะวิถีใหม่บนฐานกระบวนการรู้คิดทางปัญญาตามแนวพุทธจิตวิทยา พบว่า เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการพัฒนาสติ สมาธิ และวิธีการคิดแบบโยนิโสมนสิการ เพื่อพัฒนาปัญญา โดยมีองค์ประกอบการพัฒนาการเรียนรู้บนฐานกระบวนการรู้คิดทางปัญญาตามแนวพุทธจิตวิทยา เพื่อเสริมทักษะวิถีใหม่หลังยุคโรคระบาดโควิด 19 ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ 1) ความสนใจหรือความใส่ใจ 2) การรับรู้ 3) ความจำ 4) วิธีการคิด (โยนิโสมนสิการ) และ 5) การรู้จักหรือตระหนักรู้ในตนเอง 2. การพัฒนาและประเมินรูปแบบนวัตกรรมการเรียนรู้บนฐานกระบวนการรู้คิดทางปัญญาตามแนวพุทธจิตวิทยาเพื่อเสริมทักษะวิถีใหม่ พบว่า เป็นการพัฒนาชุดกิจกรรมการฝึกนวัตกรรมการเรียนรู้เสริมทักษะวิถีใหม่บนฐานกระบวนการรู้คิดทางปัญญาตามแนวพุทธจิตวิทยา ประกอบด้วย 6 กิจกรรม ได้แก่ 1) ธรรมะทักทาย 2) ตามหาหัวใจ 3) สายน้ำแห่งชีวิต 4) คนค้นข่าว 5) ประยุกต์ธรรมนำชีวิต และ 6) ลมหายใจแห่งการเรียนรู้ นอกจากนี้ ผลการประเมินมาตรฐานชุดกิจกรรม โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน ประเมินตามระบบแบบอิงมาตรฐาน (evaluation standard) ของ Stufflebeam กำหนดมาตรฐานการประเมินทางการศึกษา (The Joint Committee on Standards for Education) แบ่งมาตรฐานเป็น 4 ด้าน พบว่า คะแนนเฉลี่ยแต่ละด้าน คือ 1) ด้านความถูกต้อง (accuracy) 2) ด้านความเหมาะสม (propriety 3) ด้านความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ (feasibility) และ 4) ความมีประโยชน์ (utility) โดยทั้ง 4 ด้าน อยู่ในเกณฑ์การประเมินความมีมาตรฐานระดับ มากที่สุด 3. การประสิทธิผลและนำเสนอรูปแบบนวัตกรรมการเรียนรู้บนฐานกระบวนการรู้คิดทางปัญญาตามแนวพุทธจิตวิทยาเพื่อเสริมทักษะวิถีใหม่ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการทดลอง จำนวน 17 คน ได้รับการฝึกชุดกิจกรรมและวัดประสิทธิผลการทดลอง ด้วยแบบวัดการรู้คิดทางปัญญาตามแนวพุทธจิตวิทยา ในภาพรวมทั้ง 6 ด้าน คือ 1) ด้านการมองสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง 2) ด้านการมองแง่ดี แง่เสีย คุณและโทษ 3) ด้านการหาทางออกเพื่อแก้ปัญหา 4) ด้านการใช้ปัญญาไตร่ตรอง 5) ด้านการรู้จักเลือกเสพคุณค่าที่เป็นประโยชน์ และ 6) ด้านการรู้จักแยกแยะกุศลธรรมและอกุศลธรรม เพิ่มขึ้นทุกด้าน พบว่า ระยะก่อนการทดลอง อยู่ในเกณฑ์ระดับ ปานกลาง ( = 3.49, S.D.= 0.77) และระยะหลังการทดลอง อยู่ในเกณฑ์ระดับ มาก ( = 4.18, S.D.= 0.92) และผลการวัดคลื่นสมอง ด้วยเครื่องวัดคลื่นสมองและถูกประมวลผลเป็นค่าทางสถิติ แล้วแปลผล ๓ ด้าน คือ ด้านความสนใจหรือความใส่ใจ (Attention) ด้านสมาธิ (Meditation) และด้านการรู้คิด (Cognitive performance) พบว่า ระยะหลังการทดลอง ระดับคลื่นสมอง มีอัตราค่าเฉลี่ยคลื่นสมองเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นทุกด้าน โดยภาพรวมเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.3 แสดงว่า กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการฝึกชุดกิจกรรมนวัตกรรมการเรียนรู้เสริมทักษะวิถีใหม่บนฐานกระบวนการรู้คิดทางปัญญาตามแนวพุทธจิตวิทยา 6 กิจกรรม มีระดับคลื่นสมอง สูงกว่า ก่อนได้รับการฝึก และมีค่าเฉลี่ยคะแนนการรู้คิดทางปัญญาตามแนวพุทธจิตวิทยา สูงกว่า ระยะก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05