การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ย้อนหลังของการตรวจวิเคราะห์ธาลัสซีเมียและฮีโมโกลบินผิดปกติ ณ หน่วยบริการธาลัสซีเมีย คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ธาลัสซีเมียและฮีโมโกลบินผิดปกติเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมของการสร้างสายโกลบิน ประเทศไทยมีความชุกของธาลัสซีเมียและฮีโมโกลบินผิดปกติสูงทำให้เกิดจีโนไทป์ที่หลากหลายและมีการแสดงออกของโรคที่ซับซ้อน การศึกษาครั้งนี้ได้วิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ย้อนหลังของการตรวจวิเคราะห์ธาลัสซีเมียและฮีโมโกลบินผิดปกติ ณ หน่วยบริการธาลัสซีเมีย คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยธาลัสซีเมียและฮีโมโกลบินผิดปกติในประเทศไทย โดยงานวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้ เรื่องที่ 1 เพื่อหาความถี่และสาเหตุของการวินิจฉัยก่อนคลอดที่ไม่จำเป็นของธาลัสซีเมียและฮีโมโกลบินผิดปกติ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังของคู่สมรส 4,932 คู่ และตัวอย่างทารกในครรภ์ 4,946 ตัวอย่าง ที่ส่งมาตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดของธาลัสซีเมียและฮีโมโกลบินผิดปกติ ช่วงปี 2552 ถึง 2564 พบว่ามีทารกในครรภ์ 3,880 ตัวอย่าง (78.6%) เสี่ยงต่อโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง 3 โรค ได้แก่ homozygous ?-thalassemia, Hb E-?-thalassemia และ homozygous ?0-thalassemia พบการวินิจฉัยก่อนคลอดที่ไม่จำเป็นของธาลัสซีเมียและฮีโมโกลบินผิดปกติ 645 ตัวอย่าง (13.1%) ได้แก่ ทารกในครรภ์ที่เสี่ยงต่อโรค ?-thalassemia ชนิดอื่น, ?+-thalassemia, ภาวะฮีโมโกลบินเอฟสูงในผู้ใหญ่, ฮีโมโกลบินผิดปกติและไม่เสี่ยงต่อธาลัสซีเมียและฮีโมโกลบินผิดปกติ นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างที่ข้อมูลไม่เพียงพอต่อการประเมินความเสี่ยง 409 ตัวอย่าง (8.3%) และถูกคัดออก 12 ตัวอย่าง สรุปได้ว่า พบความถี่ของการวินิจฉัยก่อนคลอดที่ไม่จำเป็นสูงของธาลัสซีเมียและฮีโมโกลบินผิดปกติในประเทศไทย ซึ่งจะนำไปสู่ความเสี่ยงที่ไม่จำเป็นต่อภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการเก็บตัวอย่างทารกในครรภ์ ผลกระทบต่อจิตใจของหญิงตั้งครรภ์และครอบครัว การสูญเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและภาระงานที่เพิ่มขึ้น เรื่องที่ 2 การวิเคราะห์ตัวอย่างย้อนหลังที่สงสัยว่าเป็นตัวอย่างที่ไม่ทราบชนิดของภาวะฮีโมโกลบินเอฟสูงในผู้ใหญ่ชนิดที่ไม่ใช่การขาดหายไปของยีน ภาวะฮีโมโกลบินเอฟสูงในผู้ใหญ่ที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมมีทั้งชนิดการขาดหายไปของยีนและไม่ใช่การขาดหายไปของยีน โดยภาวะฮีโมโกลบินเอฟสูงในผู้ใหญ่ที่ไม่ใช่การขาดหายไปของยีนยังไม่เคยมีการรายงานในประเทศไทย ทำการวิเคราะห์ทั้งหมด 388 ตัวอย่าง ที่สงสัยการกลายพันธุ์ชนิดนี้ พบการกลายพันธุ์ 5 ชนิดจาก 20 ตัวอย่าง ประกอบด้วยการกลายพันธุ์ที่ทราบชนิดแล้ว 3 ชนิดคือ -202 A? (C>T) (n=3), -196 A? (C>T) (n=3), และ -158 A? (C>T) (n=12) และการกลายพันธุ์ชนิดใหม่ของโลก 2 ชนิดคือ -117 A? (G>C) (n=1) และ -530 Gg (A>G) (n=1) การพบ -117 A? (G>C) ร่วมกับ Hb E สัมพันธ์กับระดับ Hb F ที่สูงขึ้น (13.5%) ส่วน -530 Gg (A>G) ที่เป็นพาหะมี Hb F สูงขึ้นเล็กน้อย คือ 1.9 และ 3.0% แต่ -530 Gg (A>G) ที่เป็น homozygote มีระดับ Hb F สูงขึ้นที่ 11.5% ได้ใช้โปรแกรมในการทำนายการศึกษาเชิงหน้าที่ของการกลายพันธุ์ชนิดใหม่พบว่า การกลายพันธุ์ทั้ง 2 ชนิด ส่งผลต่อการจับ transcription factors ที่ควบคุมการแสดงออกของยีน ?-globin โดยเฉพาะอย่างยิ่ง CCAAT และ GATA-1ตามลำดับ การศึกษาครั้งนี้เป็นการรายงานการกลายพันธุ์ของภาวะฮีโมโกลบินเอฟสูงในผู้ใหญ่ชนิดที่ไม่ใช่การขาดหายไปของยีนครั้งแรกในประเทศไทย พบความหลากหลายของการกลายพันธุ์ที่พบทั้งชนิดที่เคยรายงานมาแล้วและชนิดใหม่ของโลกและการพบปฏิสัมพันธ์ที่หลากหลายระหว่างธาลัสซีเมียชนิดอื่นด้วยทำให้มีฟีโนไทป์ที่หลากหลายและมี Hb F สูงขึ้น ซึ่งยากต่อการวินิจฉัยแยกโรค นอกจากนี้ยังได้พัฒนาวิธีการวินิจฉัยการกลายพันธุ์ที่พบโดยหลักการอย่างง่ายและมีความรวดเร็ว เรื่องที่ 3 เพื่อศึกษาความรู้พื้นฐานระดับโมเลกุลของบีตา-ธาลัสซีเมียชนิดการขาดหายไปของยีน 3.4 กิโลเบส โดยบีตา-ธาลัสซีเมียชนิดการขาดหายไปของยีน 3.4 กิโลเบสจะพบระดับ Hb A2 และ Hb F สูงกว่าบีตา-ธาลัสซีเมียทั่วไปที่ไม่ใช่การขาดหายไปของยีน ศึกษาตัวอย่างบีตา-ธาลัสซีเมียที่เหลือจากงานประจำวันทั้งหมด 618 ตัวอย่าง ทั้งพาหะและที่พบร่วมกับ Hb E พบว่าบีตา-ธาลัสซีเมียชนิดการขาดหายไปของยีน 3.4 กิโลเบส ทั้งรูปแบบพาหะและที่พบร่วมกับ Hb E มีระดับ Hb, Hct, MCV, MCH และ Hb F สูงกว่า บีตา-ธาลัสซีเมียชนิดที่ไม่ใช่การขาดหายไปของยีน การพบบีตา-ธาลัสซีเมียชนิดการขาดหายไปของยีน 3.4 กิโลเบสร่วมกับ Hb E มีการแสดงออกเป็น non-transfusion-dependent thalassemia ที่ไม่จำเป็นต้องได้รับเลือดเป็นประจำและมี Hb เฉลี่ยอยู่ที่ 10 g/dL การพบบีตา-ธาลัสซีเมียชนิดการขาดหายไปของยีน 3.4 กิโลเบส ร่วมกับ ?-globin gene triplication มีการแสดงออกเป็นเพียงพาหะบีตา-ธาลัสซีเมีย ตัวอย่างของบีตา-ธาลัสซีเมียชนิดการขาดหายไปของยีน 3.4 กิโลเบส ส่วนใหญ่สัมพันธ์กับอัลลีลปกติของยีนที่เกี่ยวของกับ Hb A2 และ Hb F ที่สูงขึ้น การกลายพันธุ์ชนิดการขาดหายไปของยีน 3.4 กิโลเบสทำให้ 5? ?-globin promoter หายไป ส่งผลให้เกิดฟีโนไทป์ที่ไม่ใช่บีตา-ธาลัสซีเมียที่ปกติ จากผลการทดลองบ่งชี้ว่า บีตา-ธาลัสซีเมียชนิดการขาดหายไปของยีน 3.4 กิโลเบส เป็นบีตาศูนย์-ธาลัสซีเมียชนิดที่ไม่รุนแรง ข้อมูลนี้ใช้ในการให้คำปรึกษาทางพันธุกรรมและการตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดแก่คู่สมรสที่มีการกลายพันธุ์ชนิดนี้ คำสำคัญ: ธาลัสซีเมีย, ฮีโมโกลบินผิดปกติ, ภาวะฮีโมโกลบินเอฟสูงในผู้ใหญ่, การวินิจฉัยก่อนคลอด