การสังเคราะห์บทเรียนจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สังเคราะห์บทเรียนและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (2) เสนอแนะแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการบริหารจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และ (3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการปรับปรุง พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ..... คณะผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิโดยพิจารณาจากกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลข่าวสารจากสื่อมวลชน และงานวิจัยก่อนหน้าในประเด็นเกี่ยวกับภาษีที่ดินฯ นอกจากนี้ได้ทำการเก็บข้อมูลปฐมภูมิ จากการสัมภาษณ์เชิงลึกและข้อมูลเฉพาะของ อปท. ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในภูมิภาคและจังหวัดต่างๆ ของประเทศไทย รวมถึงการเก็บข้อมูลจากการสอบถามประชาชนเกี่ยวกับความเห็นและผลกระทบจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ผลการศึกษาการสังเคราะห์บทเรียนฯ พบว่า (1) รายได้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างน้อยกว่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ (2) ผลกระทบต่อการดำเนินงานบริหารจัดเก็บภาษี พบว่า อปท. กลุ่มตัวอย่างมีปัญหาในการบริหารจัดเก็บอยู่ในระดับปานกลาง แต่หากพิจารณาเฉพาะลักษณะของ อปท. จะพบว่า อปท. ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตเมืองจะมีแนวโน้มที่มีปัญหามากกว่าพื้นที่อื่นๆ (3) ประชาชนผู้เสียภาษีส่วนใหญ่มีแนวโน้มภาระภาษีที่สูงขึ้น สำหรับแนวทางในการปฏิบัติด้านการบริหารจัดเก็บภาษี มีประเด็นสำคัญที่ควรเร่งดำเนินการ 3 เรื่อง ได้แก่ (1) การพัฒนาระบบการสำรวจและประเมินภาษีแล้วนำข้อมูลที่ได้เข้าสู่ระบบแผนที่ทางภูมิศาสตร์เพื่อจัดทำพิกัดทรัพย์สินที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (2) การให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับภาคประชาชนผู้เสียภาษี ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอัตราภาษี การยกเว้น และมาตรการลดหย่อนต่างๆ ที่มีการบังคับใช้ในแต่ละปีภาษี และ (3) ผู้บริหารของ อปท. และ บุคลากรที่เกี่ยวข้อง จะต้องปรับแนวคิดการทำงานโดยต้องให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการสำรวจและจัดทำแผนที่ภาษีซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุด ประเด็นสุดท้ายของผลการศึกษาครั้งนี้คือข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่สำคัญ ได้แก่ การกำหนดอัตรา เงื่อนไขการลดหย่อน และการยกเว้นภาษี ให้เกิดความเป็นธรรมไม่นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้เสียภาษีมากเกินไป, การปรับปรุงกฎหมายที่เอื้อต่อการเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นในการบริหารจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เช่น ข้อมูลทะเบียนราษฎร์ และข้อมูลระวางที่ดิน, การอุดช่องว่างของกฎหมายที่ทำให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของประชาชนในการหลบเลี่ยงการเสียภาษี เช่น การเกษตรแบบชั่วคราว เพื่อให้ได้อัตราภาษีประเภทเกษตรกรรม ทั้งที่จริงแล้วเป็นพื้นนั้นเป็นที่รกร้างว่างเปล่าไม่ได้ใช้ประโยชน์, และการปรับแก้กฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับใดๆ ที่เกี่ยวข้องควรจะมีตัวแทนของ อปท. ในฐานะผู้ปฏิบัติมีส่วนร่วมในการแก้ไขด้วยเช่นกัน