โครงการสำรวจและวิเคราะห์จัดกลุ่มช่างศิลป์ท้องถิ่นและครูช่างท้องถิ่นในภูมิภาคล้านนาตะวันออก
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยเรื่องนี้ดำเนินการในพื้นที่ภูมิภาคล้านนาตะวันออก ประกอบไปด้วยพื้นที่ ๕ จังหวัด ดังนี้ ได้แก่ จังหวัดน่าน จังหวัดแพร่ จังหวัดพะเยา ประกอบด้วยอำเภอปง จุน เชียงคำ เชียงม่วน และภูซาง จังหวัดเชียงราย ประกอบด้วยอำเภอเทิง เชียงของ เวียงเชียงรุ้ง เวียงแก่น และขุนตาล และจังหวัดอุตรดิตถ์ ประกอบด้วยอำเภอลับแล ท่าปลา เมืองอุตรดิตถ์ ตรอน ทองแสนขัน และน้ำปาด วัตถุประสงค์ของการวิจัยมี ๒ ประการ ประการแรก คือ เพื่อสำรวจ รวบรวม และจัดเก็บผลงานของครูช่างท้องถิ่นในภูมิภาคล้านนาตะวันออกอย่างเป็นระบบ และประการที่สอง คือ เพื่อวิเคราะห์คุณค่า ความหมาย ความเสี่ยงและความอยู่รอดของงานช่างศิลป์ในภูมิภาคล้านนาตะวันออก วัตถุประสงค์ข้อที่ ๑ ของการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงสำรวจด้วยวิธีแบบเฉพาะเจาะจง โดยใช้เกณฑ์การสำรวจ รวบรวม และจัดเก็บชิ้นงานทั้งหมด ๔ เกณฑ์ ได้แก่ ๑) ช่างศิลป์มีฝีมือเชิงช่างเป็นที่ประจักษ์ในวงกว้าง ๒) ช่างศิลป์มีผลงานที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ๓) ช่างศิลป์มีการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ลูกศิษย์ ๔) งานของช่างศิลป์มีความสุ่มเสี่ยงต่อการสูญหาย เมื่อใช้เกณฑ์ดังกล่าวในการคัดเลือกงานช่างศิลป์ภูมิภาคล้านนาตะวันออกมีงานที่ได้รับการสำรวจ รวบรวม และจัดเก็บผลงานทั้งสิ้น ๒๙ รายการครอบคลุมงานช่างศิลป์ใน ๑๐ สาขา ได้แก่ งานพุทธศิลป์ ๓ รายการ งานเครื่องดนตรี ๒ รายการ งานโลหศิลป์ ๑ รายการ งานเครื่องจักสาน ๒ รายการ งานเครื่องปั้นดินเผา ๒ รายการ งานผ้าและสิ่งถักทอ ๑๑ รายการ งานงานปูนปั้น-งานไม้ ๔ รายการ งานศาสตราวุธ ๑ รายการ งานเครื่องรัก เครื่องเขิน ๒ รายการ งานเครื่องสด ๑ รายการ จากผลการสำรวจทั้งหมดพบว่างานผ้าและสิ่งถักทอในภูมิภาคล้านนาตะวันออกมีความโดดเด่นกว่างานช่างศิลป์สาขาอื่น ๆ วัตถุประสงค์ข้อที่ ๒ เป็นขั้นตอนการวิเคราะห์คุณค่า ความหมาย ความเสี่ยงและความอยู่รอดของงานช่างศิลป์ในภูมิภาคล้านนาตะวันออกที่ได้สำรวจทั้งหมด ๒๙ รายการ โดยใช้เกณฑ์การวิเคราะห์จำนวน ๖ เกณฑ์ ซึ่งปรับมาจากเกณฑ์การประเมินคุณค่าของทรัพยากรวัฒนธรรม ได้แก่ ๑) คุณค่าเชิงสัญลักษณ์ ๒) คุณค่าเชิงวิชาการ ๓) คุณค่าเชิงสุนทรียะหรือคุณค่าเชิงความงาม ๔) คุณค่าเชิงเศรษฐกิจ ๕) คุณค่าเชิงศิลปะหรือเทคนิค และ ๖) คุณค่าของความหายาก ผลการวิจัยพบว่างานช่างศิลป์ทั้ง ๒๙ รายการมีคุณค่าในเชิงความงามและคุณค่าเชิงวิชาการ คิดเป็น ๑๐๐% เพราะคุณค่าเชิงความงามถือเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของงานช่างศิลป์ ในขณะเดียวกันก็มีคุณค่าเชิงวิชาการในฐานะที่เป็นทรัพยากรที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรม และความเป็นมาของผู้คนในแต่ละชุมชนด้วย พบงานช่างศิลป์ที่มีคุณค่าเชิงสัญลักษณ์ ๑ รายการคิดเป็น ๓% ได้แก่ งานตีดาบเหล็กน้ำพี้ของบ้านน้ำพี้ จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นงานช่างศิลป์ที่เป็นสัญลักษณ์ของชุมชนดังกล่าวและเป็นที่รับรู้ของคนทั้งประเทศ พบงานช่างศิลป์ที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ ๒๑ รายการ คิดเป็น ๗๒% การที่พบคุณค่าเชิงเศรษฐกิจในปริมาณค่อนข้างสูงแสดงให้เห็นว่างานช่างศิลป์กลุ่มนี้สามารถต่อยอดและสามารถยึดเป็นอาชีพหลักได้ พบงานช่างศิลป์ที่มีคุณค่าเชิงศิลปะหรือเทคนิค ๔ รายการ คิดเป็น ๑๔% เช่น งานขันหมากเครื่องเขินบ้านดอนแก้ว จ.น่านที่มีกรรมวิธีการขึ้นรูปขันหมากต่างไปจากภูมิภาคล้านนาตะวันตก และงานเครื่องดนตรีพื้นบ้านล้านนา จ.เชียงราย ซึ่งคิดค้นวิธีผลิตเครื่องดนตรีประเภทซึงด้วยเทคนิคการประกอบไม้แทนการผลิตจากไม้ทั้งท่อน และพบงานช่างศิลป์ที่มีคุณค่าของความหายาก ๑๓ รายการ คิดเป็น ๔๕% งานช่างศิลป์ในกลุ่มนี้แสดงให้เห็นถึงความสุ่มเสี่ยงต่อการสูญหาย สมควรที่จะต้องได้รับการอนุรักษ์สืบสานเป็นการเร่งด่วน