โครงการการผสมผสานทางพันธุกรรมของเอเชียใต้สู่สุวรรณภูมิ และการวิเคราะห์ดีเอ็นเอไมโทคอนเดรียคนโบราณและคนปัจจุบันในประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
1. ผลการศึกษาข้อมูลสนิปทั่วจีโนมก่อนหน้านี้พบว่าในหลายประชากรบนแผ่นดินหลักเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีลักษณะพันธุกรรมที่จำเพาะของชาวเอเชียใต้ซึ่งแสดงถึงการผสมผสานทางพันธุกรรม อย่างไรก็ตามการศึกษาด้วยเครื่องหมายทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดผ่านทางฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิง ยังคงเป็นที่ต้องการเพื่อสืบสาวข้อมูลพันธุกรรมของประชากรในด้านอื่น ๆ เช่น การผสมผสานทางพันธุกรรมที่แตกต่างกันระหว่างฝ่ายชายและหญิง เป็นต้น การศึกษาครั้งนี้ได้หาลำดับเบสบนโครโมโซมวาย ความยาว 2.3 ล้านคู่เบส ในประชากรไทยภาคใต้ที่พูดภาษาตระกูลไท-กะได (TK) และหาลำดับเบสจีโนมไมโทคอนเดรีย ของประชากรไทยภาคใต้ที่พูดภาษาตระกูล TK และออสโตรนีเซียน (AN) ผลการวิเคราะห์จีโนมไมโทคอนเดรีย พบแฮโปลกรุ๊ป Q3, E1a1a1, B4a1a และ M7c1c3 ที่ยังไม่เคยมีรายงานในประชากรไทยมาก่อน การพบแฮโปลกรุ๊ปเหล่านี้แสดงถึงการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชากรในแผ่นดินหลักเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และหมู่เกาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย นอกจากนั้นในประชากรไทยภาคใต้ทั้งสองกลุ่ม (TK และ AN) ยังพบแฮโปลกรุ๊ปของดีเอ็นเอไมโทคอนเดรียที่จำเพาะต่อประชากรเอเชียใต้ ประมาณร้อยละ 35-45 และประชากรทั้งสองมีความใกล้ชิดทางพันธุกรรมฝ่ายหญิงกับชาวมอญมากที่สุด ในขณะที่ฝ่ายชายพบแฮโปลกรุ๊ปของโครโมโซมวายในประชากรภาคใต้ที่พูดภาษาตระกูล TK ร้อยละ 35 ซึ่งประชากรภาคใต้กลุ่มนี้มีความใกล้ชิดทางพันธุกรรมฝ่ายชายกับคนไทยภาคกลางมากที่สุด เมื่อทำการวิเคราะห์ผลร่วมกับประชากรอื่นบนแผ่นดินหลักเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มา โดยภาพรวมผลการศึกษาดีเอ็นเอไมโทคอนเดรียพบว่าประชากรบนแผ่นดินหลักเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลุ่มที่พูดภาษา AA และ AN มีความใกล้ชิดทางพันธุกรรมกับประชากรเอเชียใต้ มากกว่ากลุ่มภาษา TK ในขณะที่ข้อมูลโครโมโซมวายแสดงผลในทิศทางตรงข้าม โดยสรุปผลในการศึกษาครั้งนี้พบเชื้อสายดีเอ็นเอใหม่ซึ่งยังไม่เคยมีรายงานในประชากรไทย และพบการผสมผสานทางพันธุกรรมที่แตกต่างกันระหว่างเพศชายและเพศหญิง ซึ่งเป็นผลที่เพิ่มเติมจากการศึกษาสนิปทั่วจีโนม 2. วัฒนธรรมโลงไม้ที่มีอายุในสมัยเหล็ก ถูกค้นพบในถ้ำและเพิงผา มากกว่า 40 แหล่ง บนพื้นที่สูงในเขตอำเภอปางมะผ้า ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งสามารถประมาณอายุได้ระหว่าง 2,300 ถึง 1,000 ปีมาแล้ว โลงไม้โบราณเหล่านี้ถูกสร้างจากลำต้นของไม้สักที่ถูกขุดให้กลายเป็นโลงและเก็บไว้บนฐานไม้ค้ำ งานวิจัยเชิงบูรณาการจำนวนมากได้ทำการศึกษาพัฒนาการของวัฒนธรรมโลงไม้ อย่างไรก็ตามยังไม่มีรายงานการศึกษาต้นกำเนิดของวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมโลงไม้ทั่วภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ และโครงสร้างทางสังคมของกลุ่มคนเจ้าของโลงไม้ในอำเภอปางมะผ้า ในการศึกษานี้คณะผู้วิจัยได้รายงานผลการศึกษาข้อมูลพันธุกรรมทั่วจีโนมของตัวอย่างโบราณจำนวน 33 ตัวอย่าง จากแหล่งโบราณคดีที่พบโลงไม้จำนวน 5 แหล่ง คณะผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ลักษณะพันธุกรรมและความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมภายในแหล่งโบราณคดีและระหว่างแหล่งโบราณคดี จีโนมของคนโบราณเจ้าของวัฒนธรรมโลงไม้เกิดจากการผสมผสานของบรรพบุรุษโบราณ 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1) ดีเอ็นเอโบราณกลุ่มโฮบิเนียน (H?ab?nhian) ร้อยละ 13 2) ดีเอ็นเอโบราณจากเอเชียตะวันออกตอนใต้ (southern East Asian) ร้อยละ 43 และ ดีเอ็นเอโบราณจากเอเชียตอนเหนือแถบแม่น้ำเหลือง (Upper Yellow River) ร้อยละ 44 ซึ่งแตกต่างกับดีเอ็นเอโบราณจากตัวอย่างสมัยเหล็กและสำริดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งไม่มีสัดส่วนพันธุกรรรมจากดีเอ็นเอโบราณจากเอเชียตอนเหนือแถบลุ่มแม่น้ำเหลือง แสดงถึงความแตกต่างของพันธุกรรมระหว่างคนโบราณในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานทางวัฒนธรรม ผลการศึกษาตัวอย่างโบราณวัฒนธรรมโลงไม้ครั้งนี้ยังพบความสัมพันธ์ทางเชื้อสายที่ใกล้ชิดระหว่างคนโบราณในถ้ำเดียวกัน และพบความสัมพันธ์ที่ห่างออกไประหว่างคนโบราณที่อาศัยอยู่ต่างถ้ำแต่อยู่ในลุ่มน้ำเดียวกัน นอกจากนั้นความหลากหลายระดับสูงของดีเอ็นเอไมโทคอนเดรียและความแตกต่างระหว่างบุคคลที่มีระดับน้อยของข้อมูลพันธุกรรมทั่วจีโนมสามารถสรุปได้ว่าสังคมโบราณของเจ้าของวัฒนธรรมโลงไม้มีขนาดใหญ่ และมีการติดต่อระหว่างชุมชน และความสัมพันธ์มีผลต่อวัฒนธรรมการฝังศพของประชากร